โรคน่ารู้ในเด็ก
โรคหัวใจ
 

รถพยาบาล

โรคเบาหวานโรคหูและการได้ยิน
โรคสมองเสื่อม

ตรวจจอประสาทตา
โรคผิวหนัง
เรื่องของแม่...โรคสตรี
เรื่องของข้อและกระดูก
โรคทางอายุกรรมผ่าตัดแบบไม่เจ็บปวด
จมูกอักเสบจากภูมิแพ้
ทันตกรรมจัดฟัน
psg ตรวจการนอนกรน
   โปรแกรมการเหมาจ่าย






 

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูน

ปัจจุบันโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ(Coronary Artery Disease, CAD) เป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของผู้ป่วย โรคหัวใจ  ผู้ป่วยมักจะมี อาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังและในบางรายก็มี อาการเจ็บ เฉียบพลัน เกิดหัวใจวายได้ซึ่งวิธีการรักษา โรคนี้ในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีคือ การผ่าตัดนำหลอดเลือดดำที่ขาหรือ หลอดเลือดแดงบางที่มาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตันทำทางเดินของเลือดใหม่ ซึ่งเราเรียกการผ่าตัดนี้ว่า Coronary Artery Bypass Graft (CABG) การใช้ยารักษาและการใช้
บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจรวมถึงการใส่ขดลวดในหลอดเลือดหัวใจด้วย


ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1977 นายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Andreas Gruentzing ได้ทำการรักษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดเป็นผลสำเร็จและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการศึกษาและพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่นี้ ทำให้ได้ผลการรักษาแบบใหม่นี้  ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีและยอมรับกันทั่วไป

เรียกวิธีแบบนี้ว่า Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty (PTCA)

  1.  Percutaneous หมายถึง การรักษาโดยการเจาะรูผ่านทางผิวหนังบริเวณขาหนีบเพื่อสวนใส่สายสวนหัวใจเข้าไป
  2. Translumianl หมายถึง การรักษานี้กระทำภายในหลอดเลือด (หรือท่อ)
  3. Coronary หมายถึง หลอดเลือด Coronary ที่ไปเลี้ยงหัวใจ
  4. Angioplasty หมายถึง การรักษาโดยใช้สายสวนหัวใจที่มี balloon หรือ ลูกโป่งเล็กๆ อยู่บริเวณปลายของสายสวน ซึ่งบอลลูนนี้จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบอยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะดันให้ลูกโป่งพองออกตรงตำแหน่งที่ตีบ แรงกดของลูกโป่งก็จะดันผนังหลอดเลือด ที่ตีบนั้นให้ขยายออกทำให้เลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจ ได้มากขึ้นตามรูปที่ 1
การใช้บอลลูนในการขยายหลอดเลือดหัวใจ

 

ทำไมต้องรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดด้วยวิธี PTCA
        การทำ PTCA ได้แพร่หลายและนิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยก็ได้มีการรักษาโดยวิธี PTCA ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่งทั้งของรัฐบาลและเอกชน ระยะเวลาในการทำ PTCA เฉลี่ยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 0.5 -1.5 ชม. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบ และจำนวนของหลอดเลือดที่ตีบด้วย ข้อดีของการทำ PTCA คือ ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บ หน้าอกได้อย่างรวดเร็ว และระยะเวลาพักฟื้นภายในโรงพยาบาลก็จะสั้นมาก ผู้ป่วยส่วนมากจะสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน และกลับไปทำกิจกรรม หรืองานต่างๆ ได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัด แล้วพบว่าผู้ป่วยจะต้องอยู่ในโรงพยาบาล 1-2 สัปดาห์ และกลับไปทำงานได้ ตามปกติภายในประมาณ 3-4 สัปดาห์

พบปัญหาในการทำ PTCA หรือไม่
สำหรับปัญหาในการทำบอลลูนในช่วงแรกๆ ที่สำคัญมีอยู่ 2 อย่าง คือ การเกิดการปิดของเส้นเลือดทันที (Abrupt Closure) หลังจากการทำ PTCA ซึ่งเกิดได้ ประมาณ 3-6 % และอาจจำเป็นต้องไปทำผ่าตัด CABG เป็นกรณี ฉุกเฉินถ้าแก้ไขไม่ได้พบประมาณ 1% ของผู้ป่วยที่มาทำ PTCA และเกิดการตีบใหม่(Restenosis) ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 30-40 % และมักจะเกิดภายหลังจากการทำ PTCA ไปแล้วในช่วง 3-6 เดือนแรก

ผลสำเร็จของการทำด้วยวิธี  PCI
อย่างไรก็ตาม การทำ  PTCA ด้วยการใช้บอลลูนธรรมดาก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ โดยมีการใส่ขดลวดร่วมด้วยมากกว่า 80 % และยังมีขดลวดแบบใหม่ที่สามารถลดการตีบใหม่ลงเหนือน้อยกว่า 5 % อีกด้วย ผลการรักษาด้วยวิธี  PCI นี้ ปัจจุบันมีผลสำเร็จตั้งแต่ 85-99 % แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยที่เราไม่สามารถใช้การรักษาแบบนี้ทดแทนการผ่าตัดได้ในบางกรณี ดังนั้น แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้แนะนำได้ดีที่สุดว่าควรจะให้การรักษาแบบใด ในผู้ป่วยรายใด  และภายหลังการรักษาและแพทย์จะอธิบายและแนะนำการปฏิบัติตัวหรือจำกัดกิจกรรมบางอย่าง  รวมทั้งเกี่ยวกับการรับประทานยาและอาหารที่จำเป็น ดังนั้นการกลับมาพบแพทย์ตามนัดเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะอาจต้อง มีการตรวจบางอย่างอีกเพื่อให้แน่ใจว่าหลอดเลือดของหัวใจยังมีการไหลเวียนโลหิตได้ดี ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นสามารถมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ขดลวดถ่างเส้นเลือดแบบพิเศษ ดีกว่าขดลวดธรรมดาอย่างไร
การใช้ขดลวดแบพิเศษ จะสามารถป้องกันการตีบใหม่ของเส้นเลือดได้มาก ปกติถ้าใช้ขดลวดธรรมดาในการตีบใหม่อยู่ที่ประมาณ 15-20 % แต่ถ้าเราใช้ขดลวดแบบพิเศษที่มียาเคลือบอยู่นี้  ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ ต้านการแบ่งตัวของเซลล์  ลักษณะคล้ายกับยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ขดลวดแบบมาตรฐานเกิดการตีบใหม่ประมาณ 10-20 % แต่ถ้าใช้ขดลวดแบบพิเศษปรากฏว่าการตีบใหม่ลดลง เหลือน้อยกว่า 5 % และพบว่าคนไข้จะไม่ค่อยมีปัญหาหลังจากทำไปแล้ว และก็ลดการที่ต้องมาทำใหม่อีกในช่วง 3-6 เดือนแรก ที่จะมีการตีบใหม่ นั่นก็คือข้อดีของขดลวดแบบพิเศษที่มียาเคลือบอยู่

ข้อดีของการทำการขยายหลอดเลือดหัวใจทางหลอดเลือดแดงบริเวณ ข้อมือ (radial artery)
ข้อดีของวิธีนี้คือ คนไข้สามารถลุกนั่งหรือเดินได้ทันทีหลังจากที่สวน หัวใจเสร็จแต่วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการ ขยายหลอดเลือดหัวใจอย่างมาก  แตกต่างจากวิธีการสวนหัวใจเข้าทาง ขาหนีบคนไข้จะต้องนอนราบไม่งอขาข้างที่ทำเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

มีวิธีการลดการตีบใหม่ของหลอดเลือดหรือไม่
ปัจจุบันได้มีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขยายหลอดเลือดหัวใจมาใช้กันมากขึ้น  เพื่อลดการตีบซ้ำ (Restenosis) เช่น การใช้เครื่องมือตัดก้อนไขมัน หรือแคลเซียมในเส้นเลือด (Direction Coronary Arthrectomy, DCA) การใช้หัวกรอเพชร (Rotablator) การใช้ขดลวดเล็กๆ ไปถ่างเส้นเลือดไว้ (Stent) หรือการใช้แสงเลเซอร์ร่วมกับการใช้ Balloon เราอาจเรียก วิธีการขยายหลอดเลือดด้วยการใช้บอลลูนร่วมกับเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ว่า Percutaneous Coronary Intervention (PCI) และพบว่าการใช้ขดลวดเล็ก ร่วมกับบอลลูนอาจลดการตีบซ้ำใหม่เหลือเพียง 10-20 % และสามารถแก้ไขการยุบตัวของหลอดเลือดได้ โดยลดอัตราเสี่ยงที่จะต้องส่งไปผ่าตัดเหลือน้อยกว่า 0.5 %

Package Heart Center

การตรวจด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
อัตราเหมาาจ่าย 28,000 บาท
นอนพักในโรงพยาบาล 1 คืน

ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบการตรวจสวนหัวใจ เพื่อตรวจลักษณะและสภาวะของหลอดเลือดหัวใจว่ามีการตีบตันที่ระดับไหน ตีบมากน้อยเพียงใด เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการต่างๆ ของโรคหัวใจโดยละเอียดเพื่อการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

การตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน
อัตราเหมาจ่าย 122,000 บาท
นอนพักในโรงพยาบาล 2 คืน

หลังจากตรวจหลอดเลือดหัวใจตีบผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน และหรือการใส่ตัวถ่างเส้นเลือด เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ

ทำให้การไหลเวียนโลหิตผ่านหลอดเลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้สะดวกขึ้น เป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น

การตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด

อัตราเหมาจ่าย 152,000 บาท (ขดลวดแบบธรรมดา)
นอนพักในโรงพยาบาล 2 คืน

รายการที่รวมอยู่ใน Package

ค่าห้องพัก, อาหาร, ค่าบริการพยาบาล (ตามจำนวนวันใน Package)
ค่าอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์, ยา และเวชภัณฑ์ ยกเว้นยาละลายลิ่มเลือด (ถ้ามี) ที่ใช้ในห้องสวนหัวใจ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายในห้อง CCU และ วอร์ด)
ค่าตรวจพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการ CBC, BUN, Creatinine, Eletrolyte, HIV, X-ray ปอด, EKG
ค่าอุปกรณ์สายสวน 1 ตำแหน่ง
ค่าแพทย์ผู้ทำการสวนหัวใจ

รายการที่ไม่รวมอยู่ใน Package

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้ป่วยพักในโรงพยาบาลเกินกว่าที่กำหนดใน Package ซึ่งรวมถึงค่าห้องพัก ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะคิดเพิ่มเติมจากราคา Package
ค่าใช้จ่ายในกรณีผ่าตัดฉุกเฉินหรือการใช้ Balloon Pump หรือภาวะที่ต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์เพิ่มเติมจาก Package
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการตรวจที่คลินิกผู้ป่วยนอก ในช่วงก่อนการรับเข้าเป็นผู้ป่วยใน
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาตามโปรแกรมนี้
ค่าแพทย์ที่ทำการขยายหลอดเลือดเกินกว่า 1 ตำแหน่ง โดยคิดค่าแพทย์เพิ่มเติมอีก ตำแหน่งละ 5,000 บาท
กรณีใช้ Balloon หรือ Stent มากกว่า 1 เส้น ทางโรงพยาบาลจะคิดค่า Balloon เพิ่มเส้นละ 30,000 บาท และ Stent เพิ่มเส้นละ 50,000 บาท และสายสวนที่ใช้มากกว่า 1 ตำแหน่ง
ค่ายาและเวชภัณฑ์ สำหรับนำกลับบ้าน
ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในห้อง CCU และ WARD

 
     
       
  
       

  

 
บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)
436 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ฯ 10240
โทร. 0 2743-9999 แฟกซ์ 0 2374 0804