...

รักษาโรคหัวใจตีบด้วยวิธีการผ่าตัด

.........................การรักษาโรคหัวใจตีบด้วยวิธีการผ่าตัด

bypass

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่พบมากขึ้น ขณะนี้เป็นโรคที่ทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด ส่วนมากจะเป็นตั้งแต่อายุ 40 ปี ขึ้นไป สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ปัจจัยเสริม ที่ทำให้เกิดโรคนี้มี ดังนี้

  • โรคเบาหวาน
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในโลหิตสูง
  • สูบบุหรี่
  • ความเครียด
  • พันธุกรรม

การวินิจฉัยทำได้โดย

  • การตรวจคลื่นหัวใจ (EKG = Electrocardiogram) ซึ่งส่วนมากจะปกติ
  • การวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test)
  • การทำ Echocardiogram (Ultrasound ของหัวใจ)
  • การฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)

    ส่วนมากแพทย์จะทำการตรวจตามขั้นตอนดังกล่าว รวมทั้งการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาล ไขมัน และเอ็กซเรย์ปอด

    การฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) ทำโดยอายุรแพทย์หัวใจ การฉีดสีนี้เพื่อ วินิจฉัยโรคให้แน่นอนว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่และเป็นมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ยังใช้ เป็นแนวทางในการรักษาว่าจะรักษาโรคด้วยวิธีใด เช่น รักษาทางยา การขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angioplasty) หรือการผ่าตัด  Coronary Artery Bypass) อันตราย หรืออัตราเสี่ยงในการฉีดสีขณะนี้มี น้อยมาก น้อยกว่าหนึ่งในพันราย และทำได้ทั้งในภาวะปกติ (Elective) หรือฉุกเฉิน (Emergency)

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด Bypass
การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบเหมือนกับการต่อท่อน้ำประปาเมื่อท่อเก่าอุดตัน ศัลยแพทย์จะนำท่อมา ต่อให้ใหม่เมื่อต่อแล้วเลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น ทำให้อาการปวดหน้าอกหายไป ท่อหรือ Bypass ที่ศัลยแพทย์นำมาต่อกับหลอดเลือดหัวใจนั้นนำมาจากตัวของผู้ป่วยเอง มีทั้งหลอดเลือดดำจากขา หลอดเลือดแดงจากผนังหน้าอก หลอดเลือดแดงจากแขน และกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันศัลยแพทย์นิยมใช้ หลอดเลือดแดงมากกว่าหลอดเลือดดำเพราะหลอดเลือดแดงจะทนกว่าหลอดเลือดดำ แต่ถ้าต้องต่อหลายๆ หลอด หรือในรายฉุกเฉิน หลอดเลือดดำก็ยังมีประโยชน์อยู่ ศัลยแพทย์ก็ยังต้องใช้หลอดเลือดดำ แต่น้อยกว่า ในอดีตมาก ในปัจจุบัน การผ่าตัดสามารถทำได้โดยการใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม และไม่ใช้เครื่องปอด- หัวใจเทียม

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
ผู้ป่วยควรจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต (Life Style) และควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

  • อาหาร ผู้ป่วยควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกไขมันสูง เช่น เนื้อที่มีมัน, ขาหมู, เนื้อหมูสามชั้น, ไส้กรอก, นม, ครีม และเนยแข็ง เพราะจะทำให้ไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะช่วยเร่งให้การตีบของ หลอดเลือดเป็นเร็วขึ้นและมากขึ้น ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารที่เป็นแป้งหรืออาหารที่มี Fiber มาก เช่น ข้าว, ถั่ว, ผักสด และผลไม้ อาหารจำพวกเนื้อ ควรเป็นเนื้อแดง, ปลา และไก่ เป็นต้น
  • ถ้าผู้ป่วยอ้วน มีน้ำหนักเกินก็ควรลดน้ำหนัก ทานอาหารให้น้อยลง
  • การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ ดีขึ้น และช่วยในการคุมความดัน ลดน้ำหนัก ลดความเครียด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะ ออกกำลังกายว่า จะออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะออกกำลังกายไดประมาณ 30 นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ชนิดของการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว, วิ่งช้าๆ (jogging), ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน, Aerobic, work out หรือเต้นรำ  เพื่อสุขภาพ
  • บุหรี่ ผู้ป่วยควรจะงดสูบบุหรี่ ถ้าผู้ป่วยไม่งดสูบบุหรี่ โอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน สูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถ้างดบุหรี่ หลอดเลือดที่นำไปต่อเป็นท่อใหม่ก็จะอยู่ได้นานกว่าผู้ป่วยที่ไม่งดบุหรี่
  • แพทย์ต้องควบคุมโรคอื่นที่ผู้ป่วยมี เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวานและไขมันในเลือดสูง ถ้าผู้ป่วยทานยาลดไขมัน ควรจะตรวจเลือดหาระดับไขมันในเลือด ทุก 3-6 เดือน
  • โรคเบาหวาน ผู้ป่วยควรจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษากับอายุรแพทย์

ผู้ป่วยต้องมาตรวจร่างกายกับแพทย์เป็นระยะทุก 2-4 เดือน และต้องทานยาที่จำเป็น เช่น  Aspirin, Plavix, Ticlid ซึ่งจะช่วยทำให้เกล็ดเลือดทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ โอกาสที่จะเกิดก้อน เลือดในหลอดเลือดหัวใจก็ลดลง ทำให้อันตรายจากกล้ามเนื้อหัวใจตายลดลง หลังผ่าตัดผู้ป่วย ควรวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test) ปีละ 1 ครั้ง

เมื่อท่านเป็นโรคนี้แล้ว จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์ก็สามารถที่จะช่วยต่อ ชีวิต และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในระยะยาว อนาคตของผู้ป่วยนั้นขึ้นกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองและยา ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพอยู่ได้นานเป็นสิบๆ ปี เกิน 20 ปี ก็มี

ถ้าผู้ใดมีอาการน่าสงสัย หรือบ่งถึงโรคนี้ควรจะปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรืออายุรแพทย์หัวใจให้เร็วที่สุด และควรจะได้รับการวินิจฉัยทีแน่นอนโดยการฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ เพื่อแพทย์จะได้ให้การรักษาที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

 

     
       
  
       

  

   
บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)
436 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ฯ 10240
โทร. 0 2743-9999 แฟกซ์ 0 2374 0804