โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
สาเหตุเกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดแดงโคโรนารี่มีการเสื่อมสภาพ มีไขมันและแคลเซียมมาเกาะที่ผนังในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเกิดการตีบตัน
ตรวจทราบได้อย่างไร
การตรวจโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน คือ การสวนหัวใจ (Conventional Angiogram) ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะต้องถูกใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจโดยตรง เพื่อฉีดสารทึบรังสีดรายละเอียดของหลอดเลือด การตรวจด้วยวิธีนี้มีความแม่นยำสูงและสามารถให้การรักษาต่อได้ ทันทีที่พบหลอดเลือดตีบแต่การตรวจด้วยวิธีนี้ก็มีข้อเสียคือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผนังหลอดเลือดแตกและยังมีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงผู้ป่วยจะต้องนอนพักต่อในโรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จอีกประมาณ 4-24 ชั่วโมง
ในปัจจุบัน เราสามารถตรวจดูหลอดเลือดหัวใจได้โดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 64 สไลซ์ (CT 64 Slice) ซึ่งครอบคลุมบริเวณที่ตรวจได้มากขึ้น ใช้เวลาตรวจน้อย ให้รายละเอียดของภาพชัดเจนและยังสามารถวัดปริมาณแคลเซียม ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ (ค่า Calcium Score) ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนั้นเมื่อตรวจเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลย และไม่ต้องถูกใส่สายสวนเข้าไปที่หลอดเลือดหัวใจ
เปรียบเทียบ..การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
| |
วิธีการตรวจ |
ความแม่นยำ
ในการตรวจ
หลอดเลือดหัวใจตีบ |
โอกาสที่เครื่อง
ตรวจไม่พบภาวะ
หลอดเลือด
หัวใจตีบ |
 |
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ด้วยเครื่อง EKG |
30 % |
70 % |
 |
การตรวจสมรรถภาพ
หัวใจขณะออกกำลังกาย
ด้วยเครื่อง EST |
50-60 % |
40-50 % |
 |
การตรวจด้วยเอกซเรย์
คอมพิวเตอร์
CT 64 Slice |
95-98 % |
2-5 % |
ก่อนตรวจต้องเตรียมตัวอย่างไร
1. งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนทำการตรวจ ยกเว้นผู้ที่ตรวจวัดปริมาณแคลเซียม ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
2.ควรมาถึงก่อนเวลานัดตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อรับการตรวจจากอายุรแพทย์โรคหัวใจ และเตรียมตัวก่อนการตรวจ ได้แก่
- การเซ็นใบยินยอมรับการตรวจ
- การเปิดเส้นทางหลอดเลือดดำที่แขน
- การฝึกการกั้นหายใจ
- การติดขั้ว Electrode ที่ร่างกายและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- การรับประทานยาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้เหมาะสม
หลังตรวจต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ใน 2-3 วันแรกหลังจากการตรวจเพื่อช่วยขับสารทึบรังสี
เมื่อตรวจแล้วจะทำให้ผลอะไร
ทราบสภาพของหลอดเลือดหัวใจ ว่ามีการอุดตันหรือไม่ ทราบปริมาณแคลเซียมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ

ตรวจปริมาณหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ..มีประโยชน์อย่างไร

แคลเซี่ยม สกอร์ (Calcium Score) คำนี้ชื่อเต็มๆ เรียกว่า
Coronary Calcium Score เป็นการตรวจวัดปริมาณแคลเซียม
ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งตรวจวัดได้โดยการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT 64 Slice)
เป็นการตรวจที่ง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ไม่ต้องฉีดสีหรือสารใดๆ เข้าสู่ร่างกาย
แคลเซี่ยม สกอร์ บอกถึงอะไร
เป็นค่าแคลเซี่ยมที่ตรวจวัดได้จากเครื่อง CT 64 Slice ที่ใช้เพื่อการคาดคะเนว่าบุคคลมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ เนื่องจากคนไข้ที่มีโรคหลอดเลือดแดง (Atherosclerosis) เกิดขึ้นเนื่องจาก
ไขมันชนิดที่ไม่ดี หรือ LDL มาจับที่ผนังหลอดเลือดแล้วทำให้เกิด พลั๊ก (Plague) หรือหินปูนซึ่งเหมือนคราบตะกรันที่จับตามท่อน้ำทำให้เกิดเส้นเลือดตีบและอุดตัน เจ้าแคลเซี่ยมนี้จะจับอยู่กับ Plague ที่หลอดเลือดนั่นคือถ้าไม่มี Plagueก็จะไม่พบแคลเซี่ยมถ้าพบแคลเซี่ยมมากก็แสดงว่า Plague ยิ่งมากเราจึงใช้ปริมาณแคลเซี่ยมที่วัดได้นี้ในการคาดคะเนโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ ยิ่งค่าแคลเซี่ยมสกอร์มาก ก็บอกถึงความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจที่มากขึ้นไปด้วย
ใครควรตรวจและวัดปริมาณหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
การวัดปริมาณแคลเซี่ยมของผนังหลอดเลือดหัวใจ (Calcium Score) จึงมีประโยชน์ในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้ในคนไข้ที่การทำงานของร่างกายไม่ดี แพ้สารทึบรังสี แพ้อาหารทะเล การตรวจวัดเฉพาะค่าแคลเซี่ยมสกอร์ก็จะได้ประโยชน์มาก เพราะไม่ต้องเสี่ยงต่อการได้รับสารทึบรังสี

การตรวจด้วย CT 64 Slice
กรณีตรวจแล้วได้ผลตรวจตามปกติ แสดงว่าเส้นเลือดหัวใจอยู่ในสภาพดี 97-100% ซึ่งแทบจะไม่ต้องใช้การตรวจด้วยวิธีพิเศษอื่น เช่น การเดินสายพาน การตรวจเอ็กโค่หัวใจ ร่วมด้วย
จะช่วยให้แปลผลการตรวจได้แม่นยำมากขึ้น