มาตรฐานในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน






รคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อันเป็นผลมาจากความบกพร่อง ของการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน หรือประสิทธิภาพลดลงจากภาวะดื้อ ต่ออินซูลิน หรือ ทั้งสองอย่างร่วมกัน ผู้ป่วยเบาหวานควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก

  • เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและปรับขนาดของยา การที่ผู้ป่วยรับประทานยาขนาดเดียวกันอยู่ตลอดเวลาอาจจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้สม่ำเสมอได้ ( ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหาร และความ ก้าวหน้าของโรค)
  • ตรวจหาอาการแทรกซ้อนแต่เนิ่น ๆ เช่น เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy), จอประสาทตาเสื่อม ( Retinopathy) ช่วยให้คุณทราบถึงโรคแทรกซ้อนโดยเร็วเพื่อที่คุณจะได้ แก้ไขปัญหาและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

รายการตรวจ
ความถี่ในการตรวจ
เป้าหมายของการตรวจ
HbA1 c ( ฮีโมโกบิน เอ-วัน-ซี)

เป็นค่าปริมาณน้ำตาลที่จับรวมกับโปรตีนในเม็ดเลือดแดง
มีบทบาทสำคัญในการติดตามการควบคุมโรคเบาหวาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตามปกติ
เรามักใช้ ค่าของน้ำตาลในเลือดเป็นพื้นฐานในการติดตาม
ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่เนื่องจากค่าของน้ำตาลในเลือด
เป็นค่าที่ไม่ใช่ค่าที่ถูกต้องที่สุดในการแปลผล
ว่าการควบคุมโรคเบาหวานดีหรือไม่
เนื่องจากเป็นค่าที่เราตรวจวัดเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น
แต่สำหรับ ฮีโมโกลบิน เอ-วัน-ซี เป็นค่าที่บ่งถึง
ระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉลี่ยของช่วงระยะเวลา 8-12 สัปดาห์
ก่อนการตรวจวัด ดังนั้นจึงเป็นวิธีการตรวจเลือดที่ใช้ใน
การติดตามการรักษาโรคเบาหวานได้ดีกว่าการใช้ค่า
ของน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว
ทุก 3-6 เดือน
มีค่าการตรวจน้อยกว่า
หรือเท่ากับ 7%

LDL-c (Low density lipoprotein cholesterol)

เป็นค่าของไขมันที่ไม่ดี หากค่าของ LDL-c มีค่าสูง
นั่นหมายความว่าคุณมีโอกาสที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจ
หรือเนื้อสมองขาดเลือดไปเลี้ยงจาก
เกิดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด
ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะ
ส่วนที่มีเส้นเลือด อุดตันได
อย่างน้อยทุก 1 ปี
มีค่าการตรวจน้อยกว่า
100 mg2dl
HDL (High density lipoprotein cholesterol)
เป็นค่าของไขมันความหนาแน่นสูง หากมีค่าสูงก็จะช่วย
ให้ลดความเสี่ยงต่อการอุดตันของ เส้นเลือด
อย่างน้อยทุก 1 ปี
มีค่าการตรวจมากกว่า
40mg/dl
Urinary microlbuminuria
เป็นการตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ
เพื่อดูว่ามีภาวะไตเสื่อมจากโรคเบาหวานหรือไม่
อย่างน้อยทุก
1 ปี
มีค่าการตรวจน้อยกว่า
200 mg/dl (Negative)
Cr (creatinine)
เป็นการตรวจดูการทำหน้าที่ของไต หากค่า Cr สูงกว่าปกติ
แสดงว่าหน้าที่ของไตในการกำจัดของเสียจากร่างกายได้ไม่ดี
อย่างน้อยทุก
1 ปี
มีค่าการตรวจ
น้อยกว่า 1.5 mg.%
EKG
เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
เพื่อหาความผิดปกติของหัวใจในเบื้องต้น
อย่างน้อยต้องตรวจ 1ครั้ง เมื่อพบว่า
เป็นโรคเบาหวานเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ในการติดตามการเปลี่ยนแปลง
คลื่นไฟฟ้าหัวใจในครั้งต่อไป
ผลการตรวจปกติ

Dilated eye examination

เป็นการตรวจตาโดยการขยายรูม่านตาเพื่อตรวจดูจอ
ประสาทตา ซึ่งช่วยให้ทำการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นตา
ได้อย่างแม่นยำ
อย่างน้อยทุก 1 ปี
ผลการตรวจปกติ
BP (Blood Pressure)
เป็นการตรวจวัดความดันโลหิตที่สามารถบอกเบื้องต้นได้ว่า
การทำงานของระบบหัวใจและระบบไหลเวียน
โลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม
อย่างน้อยทุก 6 เดือน
หรือบ่อยกว่านั้นตามความจำเป็น
มีค่าความดันโลหิตน้อยกว่า
130/85 ยกเว้นตรวจพบว่ามีโปรตีน
ในปัสสาวะ ต้องมีค่าความดันโลหิต
น้อยกว่า 120/75
Foot examination
เป็นการตรวจอวัยวะส่วนปลาย(เท้า)ที่มีโอกาสเกิด
ภาวะเลือดไปเลี้ยงน้อยร่วมกับการเกิดปลายประสาทอักเสบ
ทำให้สูญเสียการรับความรู้สึกจากเพียงแค่รอยแผลเล็กๆ
ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และไม่รู้สึกเจ็บกลายเป็นแผลติดเชื้อลุกลาม
จนอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด
อย่างน้อยทุก 6 เดือน
หรือน้อยกว่านั้นตามความจำเป็น
ของสีผิวที่ปลายเท้า ตรวจไม่พบอาการชา
ที่ปลายเท้า และการรับความรู้สึกปกติ



ในการรักษาเบาหวานเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ลดอาการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ระดับน้ำตาลสูง ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน ลด และชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด สามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เรื้อรังทางตา ไต ระบบประสาทส่วนปลาย และยังลดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ควรให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด  ด้วย เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การประเมินผลการรักษาเบาหวานมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยทราบสถานะการควบคุม เบาหวานของตนเอง ทำให้มีการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรม เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ ปกติหรือใกล้เคียงปกติ