ตารางแพทย
โรคน่ารู้ในเด็ก
โรคหัวใจ
 



โรคเบาหวานโรคหูและการได้ยิน
โรคสมองเสื่อม

ตรวจจอประสาทตา
โรคผิวหนัง
เรื่องของแม่...โรคสตรี
เรื่องของข้อและกระดูก
โรคทางอายุกรรมผ่าตัดแบบไม่เจ็บปวด
จมูกอักเสบจากภูมิแพ้
ทันตกรรมจัดฟัน
psg ตรวจการนอนกรน
   โปรแกรมการเหมาจ่าย






 

จะรู้ได้อย่างไร..ว่าเป็นโรคหัวใจรึเปล่า ?

จะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นโรคหัวใจหรือเปล่าคนจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าตัวเองกำลังเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ  และมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่หลงไปว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่บ่อยๆ เป็นอาการของโรคที่ไม่ร้ายแรง  เป็นเพราะมีกรดในกระเพาะมาก  เป็นเพราะเพลียจากการหักโหมงาน  กินยาขับลมช่วยย่อย  หรือพองานน้อยลงทุกอย่างก็จะดีไปเอง

กว่าจะรู้ว่ามันเป็นอาการของโรคหัวใจมันก็สายไปเสียแล้ว วิธีที่ดีที่สุดจะบอกให้ได้แน่นอนว่าอาการต่างๆ ที่น่าสงสัยนั้นเป็นอาการของโรคหัวใจหรือเปล่า ก็คือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คให้แน่

วิธีการตรวจความผิดปกติของหัวใจทำได้หลายวิธี

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือที่เรียกว่า  “EKG” เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ โดยจะมีรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ  อาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผิดปกติของหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจถือว่าเป็นการตรวจที่ง่ายและสะดวก  ผู้รับการตรวจจะไม่เจ็บจากการตรวจ
การตรวจทำได้  โดยการวัดคลื่นไฟฟ้าของหัวใจผ่านทางสื่อนำคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็กที่วางไว้ตามจุดต่างๆ ของร่างกาย  ได้แก่  บริเวณหน้าอก  แขน  และขา  แล้วบันทึกกราฟแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจนั้นลงบนกระดาษ

ขั้นตอนการตรวจนี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที
แต่บางทีเราอาจจะไม่พบสิ่งผิดปกติในคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจบางชนิดได้ในการตรวจตามธรรมดา  เนื่องจากถ้าหากหัวใจไม่ได้ทำงานหนักขึ้น  การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจจะยังไม่เกิดขึ้น  ซึ่งอาจต้องใช้การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกายต่อไป

 

การบันทึกคลื่นไฟฟ้าชนิดติดตัว (Holter moniter)

ในผู้ป่วยบางรายที่มารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วไม่พบความผิดปกติในขณะนั้น  แต่ผู้ป่วยอาจจะยังมีอาการที่น่าสงสัยว่าหัวใจอาจมีความผิดปกติ  แพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ชนิดติดตัว  ซึ่งผู้รับการตรวจจะต้องนำเครื่องมือนี้พกติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง  เพื่อให้ทราบว่ากิจกรรม ต่างๆ ใน 24 ชั่วโมง  ของผู้รับการตรวจมีผลทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่  และเมื่อครบตามกำหนดเวลาจึงนำเทปที่บันทึกไว้มาแปลผลโดยเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์  เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ต่อไป
วิธีนี้จะทำให้สามารถบันทึกคลื่นหัวใจของผู้ที่มารับการตรวจในช่วงเวลาต่างกัน  ในขณะที่มี กิจกรรมต่างๆ  ตลอดวัน


การตรวจสภาพหัวใจ (Exercise Stress Test)

 

เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจโดยผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยการเดินบนสายพานเลื่อน  หรือปั่นจักรยาน  เพื่อทดสอบว่าภายใต้สภาวะที่หัวใจทำงานมากขึ้น  มีความต้องการออกซิเจนจากเลือดที่หล่อเลี้ยงมากขึ้นนั้น  จะมีปริมาณเลือดมาเลี้ยงเพียงพอหรือไม่  ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันอยู่เมื่อทำการทดสอบคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะแสดงสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างชัดเจนและบ่งบอกระดับความรุนแรงของโรคว่าจะต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมด้วยการสวนหัวใจแล้วหรือยัง



การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

การตรวจหัวใจภายนอกโดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์  ช่วยในการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงจะทำให้เห็นการเคลื่อนและการบีบตัวของหัวใจว่าปกติดีหรือไม่  ความเร็วและความดันเลือดเป็นอย่างไร  ตลอดจนตรวจดูความพิการของหัวใจ  การทำงานของลิ้นหัวใจ  และโรคหัวใจชนิดอื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าจะใช้การรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด  และพยากรณ์โรคได้ 

ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้จะไม่มีอันตรายและไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 20-30 นาที  ใช้หลักการของการส่งคลื่นความถี่สูงความถี่สูงลงไปบริเวณหัวใจ  เมื่อกระทบส่วนต่างๆ  ของหัวใจก็สะท้อนกลับมายังเครื่อง  เครื่องก็จะแสดงผลเป็นเงาตามความหนาบาง  เนื้อเยื่อที่เลี้ยงไปกระทบและส่งกลับ  ทำให้ทราบถึงรูปร่างของหัวใจ  ความหนาของผนังหัวใจผิดปกติ  ที่อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ  สามารถดูการเคลื่อนไหวของผนังหัวใจเปรียบเทียบกัน  ทั้งขณะที่พักหรือนอนเฉยๆ กับขณะที่มีการออกกำลังกาย  การตรวจวิธีนี้สามารถดูได้จากจอแสดงผล  และบันทึกเก็บไว้เป็นรูปภาพได้  เพื่อการตรวจสอบต่อไป  ในอนาคต  บางคนเรียกการตรวจวิธีนี้ว่า “ตรวจเอ็กโคหัวใจ”



การตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดใหญ่

ตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดใหญ่  ช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอัมพาต  อัมพฤกษ์  ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติสามารถพิจารณาให้ยาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงรวมทั้งการบริการตรวจดัชนีการแข็งตัวของหลอดเลือด  โดยใช้เครื่องวัด ABI  (Ankle-Brachial Index) ซึ่งเป็นการวัดความผิดปกติของหลอดเลือดด้วยการวัดแรงดันโลหิตตรงส่วนปลายขา  เทียบสัดส่วนกับแรงดันโลหิตที่แขนข้างเดียวกัน  ซึ่งเป็นการบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอัมพาต  อัมพฤกษ์ได้

 


MRI (Magnetic Resonance Imaging)

  เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยล่าสุดที่รังสีแพทย์ใช้ในการตรวจและแสดงภาพอวัยวะต่างๆ  ได้ใกล้เคียงกับอวัยวะจริงมากที่สุดเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคที่มีความไวและจำเพาะในการวินิจฉัยโรค  โดยการส่งผ่านคลื่นความถี่วิทยุไปยังผู้ป่วยอยู่ในอุโมงค์สนามแม่เหล็กแรงสูง  ซึ่งไม่มีการรังสีเอ๊กซ์ (X-Ray) หรือสารทึบรังสีประเภทไอโอดีน ในการตรวจ MRI จะบอกความสามารถในการบีบตัวของหัวใจ  และสามารถใช้ดูเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจว่าอุดตันหรือไม่  การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ  สำหรับผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการนอนนิ่งๆ  ได้ดี  นานประมาณ  30-90  นาที  โดยขณะนอนตรวจต้องนอนนิ่งๆ  และหายใจเป็นจังหวะตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำจะไม่เจ็บปวดขณะตรวจ



การตรวจสวนหัวใจ (Coronary angiogram)
 
แพทย์จะทำการตรวจหรือการฉีดสีโดยการใช้สายสวนขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 2 มม. ใส่เข้าไปตามหลอดเลือดแดง  อาจจะใส่จากบริเวณขาหนีบข้อพับแขนหรือข้อมือไปจนถึงจุดที่เป็นรูเปิดของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจทั้งซ้ายและขวา  จากนั้นแพทย์จะใช้สารละลายทึบรังสีเอ๊กซ์เรย์  หรือ ที่เรียก “สี” ฉีดเข้าทางสายสวนนั้นไปที่หลอดเลือด  โคโรนารี่ (ซึ่งก็คือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ) เพื่อตรวจสอบดูว่ามีการตีบแคบหรือตันของหลอดเลือดหรือไม่  ความรุนแรง มากน้อยขนาดไหนและที่ตำแหน่งใดบ้าง  เกิดขึ้นที่เส้นเลือดกี่เส้น  ล้วนเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป  ใช้เวลาในการตรวจประมาณ  30 นาที-1 ชั่วโมง

 

 

ตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ 64 Slice

  เพื่อตรวจพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจโดยไม่ต้องใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงเพื่อใช้ในการวินิจฉัยหลอดเลือดหัวใจอีกทั้งสามารถตรวจหาปริมาณแคลเซียมหรือหินปูนที่เกาะตามผนังหลอดเลือดหัวใจและสามารถตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ลักษณะทางกายภาพของหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจ  ภาพที่ได้จะถูกประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพชัดเจนและแม้นยำ  ใช้เวลาตรวจเพียง 15-30 นาที ผู้รับการตรวจสามารถกลับบ้านได้ทันทีเมื่อทำการตรวจเสร็จ


การฟื้นฟูสมรรถภาพ

ก่อนที่ท่านกลับบ้าน  ท่านจะได้รับการอธิบายเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและยาที่จำเป็น โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดและบุคลากรที่ชานาญ เพื่อให้คำแนะนำและดูแลอย่างต่อเนื่องในช่วงฟื้นฟูสุขภาพภายหลังการผ่าตัดอย่างถูกต้องตลอดจนการออกกำลังกายที่เหมาะสม  เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติต่อไป                 การกลับมาพบแพทย์ตามนัดภายหลังจากการกลับบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  เพราะอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าเส้นเลือดของหัวใจมีการไหลเวียนโลหิตได้ดี

 
     
       
  
       

  

 
บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)
436 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ฯ 10240
โทร. 0 2-743-9999 แฟกซ์ 0 2374 0804