ประมวลภาพงานสัมมนา
"ปวดหัว...น่ากลัวกว่าที่คิด"
ตอน "อยากรู้ไหม..ทำไมถึงปวดหัว & ปวดหัวตัวร้าย..ปล่อยไว้อาจอันตรายถึงชีวิต"
เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552 ณ ห้องประชุมอาคาร C ชั้น
10 รพ.รามคำแหง
ชมรายการย้อนหลังผ่าน
ที่นี่
|
| |
นพ.ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล กรรมการบริหาร รพ.รามคำแหง กล่าวเปิดงาน |
|
|
|
|
พญ.สุธิดา เย็นจันทร์ และ นพ.วทัญญู ปรัชญานนท์ วิทยากรให้ความรู้ในการสัมมนา |
| |
|
|
|
ไขข้อข้องใจอาการปวดหัว โดย พญ.สุทธิดา, นพ.วทัญญู |
|
|
|
|
 |
คนไข้ร่วมกิจกรรมภายในงาน อาทิเช่น การตรวจวัดความดันโลหิต,ความดันตา,รับคำปรึกษา
ปัญหาปวดศีรษะจากผู้เชี่ยวชาญ |
การสัมมนาในหัวข้อ ปวดหัว.. น่ากลัวกว่าที่คิด
ตอน อยากรู้ใหม...ทำไมถึงปวดหัว ? & ปวดหัวตัวร้าย...ปล่อยไว้อาจอันตรายถึงชีวิต
ส่วนประกอบของศีรษะ
- หนังศีรษะ
- เนื้อเยื่อ
- กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
- กะโหลกศีรษะ
- เยื่อหุ้มสมอง
- สมอง
- อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับสมองและอาจมีส่วนในการปวดศีรษะได้แก่
- จมูก โพรงไซนัส
- นัยน์ตา
- ช่องหู
- ช่องปาก
- กระดูกต้นคอ
ประเภทของการปวดศีรษะมี 2 ประเภทหลักคือ
- ไม่มีความผิดปกติร้ายแรง ได้แก่ ไมเกรน ภาวะทางจิตใจ ภาวะความตึงเครียดจากการทำงาน
โรคปวดศีรษะที่พบบ่อย
-
ไมเกรน สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด แต่หากภายในหนึ่งเดือนปวดมากกว่า 4 ครั้ง ควรพบแพทย์
- โรคปวดศีรษะแบบตึงเครียด สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิด ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่อาจเป็นๆ หายๆ แบบเรื้อรัง
-
โรคปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อและพังผืด สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากการตึงเครียดและตึงตัว
ของกล้ามเนื้อ ถ้าเป็นระยะแรกและมีอาการน้อยอาจจะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นบ่อยครั้งและมีปัจจัยกระตุ้น
ก็จะเป็นเรื้อรังรักษายาก
-
มีความผิดปกติอย่างชัดเจน ได้แก่ อุบัติเหตุทางสมอง กล้ามเนื้อตึงตัว สาเหตุในสมอง สาเหตุนอกสมอง โรคทางกายอื่นๆ
โรคปวดศีรษะที่มีความอันตรายสูง
- อุบัติเหตุทางสมอง หลังประสบอุบัติเหตุถ้าไม่มีอาการครั้งแรกควรสังเกตุอาการภายใน 48 ชั่วโมง หรือในผู้สูงอายุควรสังเกตุอาการนานกว่านั้น ควรพบแพทย์ทันที
- เนื้องอกในสมอง
- ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง มักตรวจพบในเด็ก หรือผู้สูงอายุ ควรสังเกตุอาการเพื่อรีบรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
- ภาวะติดเชื้อในสมองจนเกิด ฝี หนอง ในสมอง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการอักเสบติดเชื้อบริเวณใบหน้า เช่น ฟันผุ หูน้ำหนวก ไซนัส ควรพบแพทย์ทันที
สาเหตุของอาการปวดศีรษะ
- กรณีการกระตุ้นระบบประสาทรับความรู้สึกในสมอง ได้แก่ ไซนัส เส้นเลือดในสมอง
- กรณีการกระตุ้นระบบประสาทรับความรู้สึกนอกสมอง ได้แก่ หนังศีรษะ พังผืดและกล้ามเนื้อ เส้นเลือดแดงบริเวณศีรษะและคอ
- กรณีที่เส้นประสาทถูกกระตุ้นจากก้านสมอง หรือ การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทบางชนิดที่เกิดจาก สภาวะจิตใจ, อาหาร หรือสารเคมีบางประเภท
ลักษณะอาการที่ควรพบแพทย์โดยด่วน
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยไม่มีสัญญาณเตือน หรือมีการเพิ่มของความรุนแรงตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
- ปวดศีรษะร่วมกับการชัก, มีไข้, ซึมลง หรือ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
- ปวดศีรษะเมื่อ ไอ จาม หรือมีการก้มตัว หรือ เบ่งอุจจาระ
- ปวดศีรษะเรื้อรังเป็นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่วงหาย
- ปวดศีรษะเรื้อรัง ที่มีอาการปวดข้างใดข้างหนึ่งตลอดไม่ย้ายตำแหน่ง
- ปวดศีรษะเฉียบพลันในผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง หรือในผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด
- ปวดศีรษะจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
- กรณีที่เดิมเป็นไมเกรน รับประทานยาไม่ทุเลาภายใน 72 ชั่วโมง, มีอาการรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เป็น หรือมีอาการแขนขาชา อ่อนแรง ตามัว อาเจียนมาก เดินเซร่วมด้วย
- ปวดศีรษะที่เกิดร่วมกับอาการดังต่อไปนี้
-
เดินเซคล้ายคนเมา วูบชาตามร่างกาย
-
คัดจมูก น้ำมูกข้น ไอ เจ็บคอ
-
ปวดกระบอกตา ตามัวลงอย่างรวดเร็ว
-
ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง
-
หูอื้อ ปวดในหูมาก การได้ยินลดลง
-
ปวดตึงต้นคอ ชาหรือแขนขาอ่อนแรงลง
-
พูดลำบาก พูดไม่ชัด ฟังไม่เป็นคำ
แนวทางการรักษา
จากประวัติโดยละเอียดจากผู้ป่วยและญาติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อใช้เป็นแนวทางให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง
- อายุที่เริ่มปวดศีรษะ ควรสังเกตว่าเริ่มปวดศีรษะมานานเท่าไร
- ตำแหน่งที่ปวด บริเวณตำแหน่งที่ปวดจะช่วยให้วินิจฉัยได้ถูกต้องมากขึ้น
- ลักษณะของอาการปวด เช่น แบบบีบรัด แบบตุบๆ เป็นต้น
- เวลาที่เริ่มปวด เช่น หลังตื่นนอน หลังทำงานตอนบ่าย เป็นต้น
- ระยะเวลาของอาการปวด เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปวดระยะเวลาสั้นๆ ปวดเป็นๆหายๆ เป็นต้น
- ความถี่ของการปวด ปวดทุกวันหรือไม่ ครั้งละกี่ชั่วโมง สัมพันธ์กับโรคอื่นหรือไม่
- การดำเนินโรคของอาการปวด อาการรุนแรงมากขึ้นหรือไม่
- อาการร่วม เช่น มีไข้สูง ตาพร่ามัว ชักเกร็งกระตุก เดินเซเสียการทรงตัว หรือแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เป็นต้น
- ปัจจัยที่กระตุ้นให้ปวด เช่น จากการใช้สายตานานๆ การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ การอดนอน ความร้อนหรือแสงแดด เป็นต้น
- ปัจจัยที่ทำให้หายปวด เช่น การพักผ่อนนอนหลับ การพักสายตา การรับประทานยา
- ประวัติโรคทางกาย โรคทางระบบประสาท โรคทางจิตเวช
- ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ยาที่รับประทานอยู่ขณะปวดศีรษะ หรือยารักษาโรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่
การตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุประกอบการวินิจฉัย
- การตรวจเลือด
- การทำ X-Ray, CT Scan หรือ MRI สมอง
- การเจาะน้ำไขสันหลัง
อาจไม่มีความจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยทุกราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ในดุจพินิจของแพทย์