วารสาร รพ.รามคำแหง ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553

>> เป็นกรดไหลย้อน..จริงหรือเปล่า.. ?
>> ภัยเงียบ..หลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรัง
>> ผู้ป่วยอึ้ง...หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นแต่ไม่ออกอาการ
>> อย่าวางใจ...อาการหลอดเลือดสมอง
>> แพทย์เตือนสาวๆ...ดูแลรักษาผิวหน้า รู้ทันฝ้า หน้าผ่องใส
>>
แพทย์เผย...หลอดเลือดสวนปลายตีบไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานอีกต่อไป
>> สัมมนาโรคปวดหลัง รพ. รามคำแหง ผู้สนใจฟังแน่นห้องประชุม...!!





เป็นกรดไหลย้อน...จริงหรือเปล่า...?

อยากรู้ไหมว่า...!
............................คุณเป็นโรคกรดไหลย้อนจริงหรือเปล่า ?

โรคการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาหลอดอาหาร หรือที่นิยมเรียกว่า โรค กรดไหลย้อน ( Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD ) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยใน กระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณ หลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาน 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็น มะเร็งหลอดอาหาร ได้

จะมีอาการอย่างไร ?

อาการ ในหลอดอาหาร :

•  ปวดแสบปวดร้อนในหน้าอก หรือที่เรียกว่า Heart Burn เนื่องจากกรดไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ
•  มีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอก เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ หายใจไม่ออกเวลานอน
•  มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ
•  กลืนอาหารลำบาก
•  คลื่นไส้

อาการ นอกหลอดอาหาร บริเวณกล่องเสียงและหลอดลม :

•  ไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง
•  เสียงแหบ โดยเฉพาะในตอนเช้า เนื่องจากเวลานอน กรดจะไหลย้อนขึ้นมาได้มาก
•  เป็นโรคปอดอักเสบ เจ็บหน้าอก

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน จริงหรือเปล่า ?

วีธีการตรวจแบบเดิม
•  การกลืนแป้งตรวจกระเพาะ
•  การส่องกล้องตรวจกระเพาะ
เป็นการตรวจเบื้องต้นเพียงแค่ดูความบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเท่านั้น ไม่สามารถบอกปริมาณกรดที่ไหลย้อนได้

ทคนิคใหม่ในการตรวจวัดกรดไหลย้อนในหลอดอาหาร
•  ตรวจวัดกรดที่หลอดอาหาร 24 ชั่วโมง ด้วยการใส่สายวัดกรดที่หลอดอาหาร เป็นการวินิจฉัยกรดไหลย้อนที่แม่นยำที่สุด

ทำไมต้องตรวจวัดกรดไหลย้อนในหลอดอาหาร ?

การตรวจวัดกรด หรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน และเป็นเทคโนโลยีใหม่ โดยการใส่สายตรวจที่เป็นสายขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 2 มิลลิเมตร ผ่านจมูกแล้วค้างไว้ที่หลอดอาหารนาน 24 ชั่วโมง ที่สายจะมีตัวบันทึกค่าความเป็นกรดนำเข้าเครื่องอ่านเพื่อแปลผล และทราบผลได้ทันที ทำให้ทราบว่า
•  อาการที่เป็นใช่โรคกรดไหลย้อนจริงหรือไม่
•  มีกรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารเป็นจำนวนครั้ง และระยะเวลานานมากกว่าปกติหรือไม่
•  การเกิดกรดไหลย้อนสัมพันธ์กับการเกิดอาการของผู้ป่วยหรือไม่
•  การให้ยาเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน สามารถควบคุมโรคได้เพียงพอหรือไม่

ครบ้างที่ต้องรับการตรวจด้วยเครื่องวัดกรดไหลย้อน (24 hr Gastric pH monitoring) ?

•  ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ที่กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
•  ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่หยุดยา ลดกรดไม่ได้ อาการจะกำเริบทันที
•  ผู้ป่วยอายุน้อยที่ไม่อยาก กินยาต่อไประยะเวลานาน
•  ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก คล้ายเป็นโรคหัวใจ แต่ตรวจแล้วว่าไม่เป็นโรคหัวใจ
•  ผู้ป่วย ที่มีอาการเสียงแหบเรื้อรัง , เหมือนมีก้อนที่คอ , แสบคอ ที่ได้รับการตรวจแล้วจากแพทย์ หูคอจมูก ไม่พบความผิดปกติใดๆ
•  ผู้ ป่วยที่ส่องกล้องแล้วพบว่า ปลายหลอดอาหารมีการอักเสบที่รุนแรง

ขั้นตอนสำคัญอันดับแรกในการรักษาโรค คืออะไร ?

การวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องแม่นยำเสียก่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงจะรักษาโรคนั้นให้หายขาดได้ การที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยนี้ ทำให้สามารถช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรค กรดไหลย้อนได้อย่างถูกต้อง แน่นอน ทราบผลทันที ต่างจากในอดีตที่ได้แต่ปรับยาไปเรื่อยๆ และยังทำให้การทำนายผลการวินิจฉัยโรคต่างๆ ถูกต้องชัดเจน เป็นข้อมูลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวางแผนดูแลสุขภาพผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ทำให้คุณภาพชีวิต และสภาพจิตใจของผู้ป่วยกรดไหลย้อนจะดีขึ้น

 




ภัยเงียบ...หลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรัง !



"ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการล่วงหน้ามารู้ตัวอีกทีก็มีสิทธิ์ตีบสนิทแล้วต้อง
ยกประโยชน์ให้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าสามารถรักษาอาการได้มีประสิทธิภาพ
กว่าแต่ก่อนแม้จะตีบสนิทแล้วก็ตามช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย
ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนานเหมือนเมื่อก่อน"

ภาวะ...หลอดเลือดหัวใจตีบถือเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยอย่างมากหากเกิดการตีบแบบเฉียบพลัน
ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการหรือสัญญาณแจ้งล่วงหน้า เช่น เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แต่สำหรับบางราย
อาจไม่แสดงอาการใดๆ ว่าจะรู้ตัวก็พบว่าเกิดการตีบตันที่รุนแรงถึงขั้นตีบสนิทซึ่งทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากมากขึ้น

นพ. วสันต์ อุทัยเฉลิม อายุรแพทย์โรคหัวใจ เปิดเผยเกี่ยวกับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอดีต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ตีบสนิทว่าสมัยก่อนการรักษาภาวะหลอดเลือดตีบตันในกลุ่มที่ตีบสนิทนั้นเป็นไปได้ยาก
ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ อาทิ แพทย์ไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดตรงส่วนปลายต่อส่วนที่อุดตัน
จึงต้องใช้ “ ลวดตัวนำ ” ซึ่งค่อนข้างแข็งเป็นพิเศษสอดผ่านเข้าไปในเส้นเลือดแล้ว
จึงสอดบอลลูนเข้าไปถ่างขยายบริเวณที่มีการอุดตัน ซึ่งหากเกิดการตีบมากโอกาสสำเร็จก็จะค่อนข้างน้อย
ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาจึงต้องรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสเป็นส่วนใหญ่

แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น ลวดตัวนำที่ใช้มีลักษณะที่เล็กลงกว่าปกติ
ผ่านใต้รอยอุดตันได้ง่ายขึ้นและแข็งขึ้นกว่าปกติสามารถควบคุมปลายของลวดตัวนำได้ง่ายขึ้นเพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทำแล้วผ่าน
ตรงจุดที่อุดตันไปได้ก็จะมีมากขึ้นส่งผลให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากวิวัฒนาการของลวดตัวนำแล้ว บอลลูนที่ใช้ก็มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเช่นกัน หรือแม้แต่หัวกรอเพชรที่ใช้ขจัดสิ่งที่มาอุดตันในหลอดเลือดก็ได้รับการพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกับสกรูซึ่งสามารถหมุนขันเข้าไปตามเส้นเลือดเหมือน
การขันสกรูได้ด้วย เทคโนโลยีต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจที่เกิดการตีบสนิทนั้นประสบผลสำเร็จมากขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดทำบายพาส ซึ่งวิธีทำบอลลูนขยายหลอดเลือดถือว่าเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัยและผู้ป่วยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบได้

........สำหรับ...ผู้ที่รู้ตัวว่ามีภาวะหลอดเลือดตีบตันแต่ยังไม่ได้ทำการรักษานั้น นพ.วสันต์ได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ป่วยต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ลดกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงหัวใจมาก เช่น ออกกำลังหนักๆ วิ่งขึ้นบันได แต่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และต้องไม่รับประทานมากเกินไป รวมทั้งพยายามควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่กับอาการหลอดเลือดหัวใจตีบต่อไปได้


รศ.นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ
ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจ รพ.รามคำแหง
^ กลับขึ้นด้านบน

ผู้ป่วยอึ้ง...! หลอดเลือด หัวใจ ..ตีบ 3 เส้นแต่ไม่ออกอาการ

 

 

....แปลกกว่านั้นคือผ่านการตรวจหาความผิดปกติหลากหลายวิธีก็ไม่พบต้นตอ

จนกระทั่งตัดสินใจพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้การฉีดสีเอ็กซเรย์

ช่วยพบสาเหตุจากหลอดเลือดตีบตันจึงตัดสินใจทำบอลลูนขยายหลอดเลือด

เพราะรู้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยไม่ต้องเจ็บตัวมากเหมือนการรักษาด้วยวิธีอื่น ....


ไม่นานมานี้ “ ผู้สื่อข่าวพิเศษ ” ได้รับการเปิดเผยจากนายถนอม สุกรีภิรมย
ผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบว่า
ตนเองป่วยด้วยโรคเบาหวานอยู่แล้ว บังเอิญก่อนมาพบแพทย์ได้รับประทานสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งต่อมาใน
ช่วงกลางดึกคืนหนึ่งได้เกิดอาการร้อนไปทั่วตัว ใจสั่น แม้จะนั่งพักแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเป็นปกติ
จึงลองวัดความดันโลหิตและปรากฏว่าขึ้นสูงถึง 151 ทั้งหัวใจก็เต้นเร็วกว่าปกติมาก ทำให้ตัดสินใจไป
โรงพยาบาลรามคำแหงเนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและตนมีความมั่นใจในการรักษาอยู่แล้ว
แต่หลังจากได้เข้ารับการตรวจหัวใจด้วยวิธีต่างๆ แล้วกลับไม่พบความผิดปกติแพทย์จึงตัดสินใจตรวจด้วยการฉีดสีเอ็กซเรย์
ซึ่งผลที่ปรากฏออกมาได้สร้างความตกใจให้ตนเองอย่างมาก เนื่องจากพบว่ามีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น
โดยเส้นแรกตีบไปเกือบ 40% ขณะที่เส้นที่ 2 ตีบไปแล้ว 80% ส่วนเส้นสุดท้ายตีบสนิท 100% เลยทีเดียว โดยผู้ป่วยรายนี้ยังเปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่าตนเองนั้นโชคดีที่มาหาแพทย์และตรวจพบได้ทันเวลา จึงได้ตัดสินใจให้แพทย์ทำการรักษาด้วยวิธีทำบอลลูนขยายหลอดเลือดซึ่งทราบดีว่าเป็นการรักษาที่มีความเสี่ยงน้อย ไม่ต้องผ่าตัดและฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งการรักษาก็ประสบผลสำเร็จดีมาก สร้างความพึงพอใจให้ตนเองและครอบครัวอย่างมากและไม่นานก็กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน เหมือนวิธีผ่าตัดที่เคยมีข้อมูลมาก่อน

นพ. สมศักดิ์ เอกปรัชญากุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง เปิดเผยว่าอาการของผู้ป่วยรายนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากเพราะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายประการ อาทิ ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนแม้ว่าจะมีการอุดตันของเส้นเลือดถึง 100% ก็ตาม อีกทั้งการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ซึ่ง่ในผู้ป่วยเบาหวานส่วนหนึ่งอาจจะมีลักษณะเช่นนี้ได้ นอกจากนี้การตรวจหัวใจด้วยวิธีพิเศษต่างๆ ก็ยังไม่พบความผิดปกติเช่นกัน โชคดีที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากทำให้สามารถเลือกใช้วิธีฉีดสีเอ็กซเรย์และ
ช่วยให้แพทย์สามารถค้นพบต้นตอของโรคและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันนั้น มักมีต้นเหตุหลักอยู่ 4 ประการ ได้แก่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีไขมันในเลือดสูง มีความดันโลหิตสูง และสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งทั้ง 4 กรณีนี้เสมือนเป็น 4 เสือร้ายที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจแต่หากได้รับการป้องกันที่ดีมีการดูแลและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้หัวใจมีความสมบูรณ์แข็งแรงได้เทียบเท่าคนปกติเลยทีเดียว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือต้องคอยสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิดไว้ด้วยเช่นเคยทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วไม่สามารถทำได้อีกเหนื่อยง่ายเจ็บหน้าอกอึดอัด
หายใจลำบากซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าหลอดเลือดหัวใจอาจจะมีภาวะตีบตันอยู่และควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไปนพ.สมศักดิ์สรุปในตอนท้าย

คุณถนอม สุกรีภิรมย์
ผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ

 

นพ.สมศักดิ์ เอกปรัชญากุล
อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามคำแหง




อย่าวาง
ใจ...อาการหลอดเลือดสมอง


ลดอัมพาตเฉียบพลัน
หากแก้ทันเวลา...!


*** มีเวลา 3-5 ชั่วโมง...เพื่อช่วยชีวิตเซลล์สมอง***


"ภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตันหรือแตก ทำให้มีการกดเบียดเนื้อสมอง...เสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตเฉียบพลัน
หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นโอกาสที่จะี่ช่วยใ้ห้หายและกลับไปเป็นปกติก็มีมากขึ้น"


เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเอ็กซเรย์ดูตำแหน่งของหลอดเลือดตีบตันภายในสมองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมเห็นมุมมองทั้ง 2 ระนาบ
ในคราวเดียวเพิ่มความสะดวกในการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดแดงอย่างได้ผลแต่ผู้ป่วยต้องเข้าพบแพทย์ภายใน 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ

อาการ ของผู้ป่วยมีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนใดไ้ด้รัับความสูญเสีย โดยส่วนมากมักจะแสดงอาการแขนขา หรือ ใบหน้าอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
อาการชา ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว มองเห็นภาพซ้อน เดินเซ ปวดศรีษะรุนแรงฉับพลัน ซึ่งอาการเหล่านี้บ่งบอกว่าอาจจะมีความผิดปกติของโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบตันได้

สำหรับวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันนั้น คลินิกรักษาอัมพาตเฉียบพลัน โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ติดตั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์สำหรับใช้ในการตรวจสวนหลอดเลือดสมอง โดยขยายหลอดเลือดสมองด้วยบอลลูน

เครื่องมือทางการแพทย์ในการตรวจพบและรักษาหลอดเลือดสมองอุดตัน

** การตรวจด้วยเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งสามารถตรวจดูภาพหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้ดี
** การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT SCAN) สามารถบอกได้ว่าหลอดเลือดในสมองมีการแตก หรือตีบตัน
** การฉีดสีเพื่อดูตำแหน่งของการตีบตันภายในสมองด้วยเครื่อง CATH LAB ภาพที่ได้จะสามารถเห็นมุมของหลอดเลือดสมองขณะทำการรักษาได้ในรูปแบบ 3 มิติ 2 ระนาบ โดยจะใช้วิธีการสอดสายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดแดงเพื่ือตรวจดูการอุดตันอยู่ภายในสมองของผู้ป่วย วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณสีที่จะฉีดเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยได้อีกด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องระวัง

** ชา หรืออ่อนแรงใบหน้า แขนขาซีกใดซีกหนึ่ง
** ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด กลืนลำบาก
** ตามัว เห็นภาพซ้อนทันทีทันใด หรือตามองไม่เห็นข้างใดข้างหนึ่ง
** แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
** ปวดศรีษะรุนแรง เฉียบพลัน อาเจียนพุง
** เวียนศรีษะอย่างรุนแรง เดินเซ เสียการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ ข้างต้น

*** หากท่านมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที่

^ กลับขึ้นด้านบน


แพทย์เตือนสาวๆ...................................................
ดูแลรักษาผิวหน้า... รู้ทันฝ้า หน้าผ่องใส


ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาโดยไม่พิจารณาทางเลือกใหม่อื่นๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์แผนใหม่
อาทิการใช้เลเซอร์สำหรับบำบัดรักษาอาการฝ้าโดยไม่เกิดรอยแผลที่ใบหน้า
และผู้เข้ารับการรักษาสามารถไปประกอบกิจวัตรประจำวันได้...โดยไม่ต้องพักหน้าหลังการบำบัด

จากกรณีที่ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ต้องเผชิญปัญหาจากสภาพการใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศ ทั้งฝุ่นควัน ท่อไอเสีย และแสงแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลต่อสภาพผิวหน้าในหลายรูปแบบนับตั้งแต่ปัญหาสิว และฝ้าซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของสุภาพสตรีทุกวัย โดยเฉพาะเรื่องฝ้าซึ่งทราบกันดีว่ารักษาได้ยาก

อย่างไรก็ตาม
นพ. ภูมิธร อรัญญาเกษมสุข แพทย์ด้านผิวหนังและศัลยกรรมเลเซอร์ โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ให้คำอรรถาธิบายเกี่ยวกับกรณีของการเกิดฝ้าว่ามาจากหลายสาเหตุ อาทิ เชื้อชาติ โดยเม็ดสีของแต่ละเชื้อชาติก็จะมีความไวต่อแสงแตกต่างกันออกไป เช่น คนเอเชียจะมีโอกาสเป็นฝ้าสูงกว่าคนยุโรป ถัดมาเป็นเรื่องของแสงแดด ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมาก ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งพบว่าเพศหญิงจะเป็นฝ้าได้ง่ายกว่าเพศชายมาก หรืออาจเกิดจากโรคบางชนิด ที่ส่งผลให้ผิวหน้าเกิดรอยหมองคล้ำคล้ายฝ้าได้ เช่น โรคตับ โรคไต แต่ปัญหาฝ้านั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงใดๆ เพียงแต่สร้างความรำคาญใจและบั่นทอนความมั่นใจเท่านั้น เพราะการมีฝ้าเสมือนการใส่เสื้อผ้าที่มีรอยเปื้อนอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวโดยส่วนใหญ่จึงเกรงกลัวต่อการเกิดฝ้าบนใบหน้า ส่วนผู้ที่ประสบปัญหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็เพียรพยายามสรรหาวิธีการรักษาที่จะสามารถช่วยให้รอยฝ้าจางลง

สำหรับการดูแลรักษาฝ้า สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือการทายา หรือครีมรักษาฝ้า ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษ โดยควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ เพราะหากไม่ระวังอาจเกิดอาการแสบร้อน และส่งผลให้ผิวหน้าเกิดความเสียหายในที่สุด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว การรักษาก็จะทำได้ยากขึ้นตามลำดับ

ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่มีการนำมาใช้กันมากขึ้นในปัจจุบันคือการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย และเห็นผลรวดเร็ว โดยเลเซอร์ที่นำมาใช้ในปัจจุบันมี 2 ประเภทคือ เลเซอร์แบบมีแผลและไม่มีแผล เลเซอร์แบบมีแผลนั้น หลังจากเข้ารับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องพักหน้าไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ส่วนเลเซอร์แบบไม่มีแผลนั้นคือการใช้เลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดเม็ดสี สามารถเลือกใช้ความถี่ แสงที่เหมาะสมสำหรับริ้วรอยแต่ละประเภท เหมาะสำหรับปัญหาผิวหน้าและริ้วรอยที่มีความลึก โดยการรักษาด้วยเลเซอร์แบบไม่มีแผลนั้น ยังมีข้อดีอื่นๆ คือ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องพักหน้า ทำให้สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้อย่างปกติ ไม่มีผลเสียต่อสภาพผิวหน้า

นพ.ภูมิธรยังฝากข้อแนะนำสำหรับสาวที่ต้องการจะดูแลรักษาผิวหน้าให้ห่างไกลฝ้าด้วยว่า การป้องกันฝ้าถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะคนเอเชียเพราะมีโอกาสเกิดฝ้าได้ง่ายซึ่งการป้องกันที่สำคัญประการแรกคือการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่ต่ำกว่า 30

“ ข้อปฏิบัติที่ต้องการเน้นคือการพกพาอุปกรณ์จำพวกป้องกันแสงแดด ได้แก่ หมวก ร่ม แต่ทั้งนี้ต้องพยายามหลบเลี่ยงแสงแดดให้ได้มากที่สุด เพื่อชะลอปัญหาการมาเยือนของฝ้าให้ช้าลงครับ ” นพ.ภูมิธร กล่าวย้ำในตอนท้าย

นพ.ภูมิธร อรัญญาเกษมสุข
แพทย์ด้านผิวหนังและ
ศัลยกรรมเลเซอร์ รพ.รามคำแหง
^ กลับขึ้นด้านบน

แพทย์เผย...!
หลอดเลือดส่วนปลายตีบ
ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานอีกต่อไป


.....ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ผลักดันให้เกิดภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบได้อีกหลายอย่าง ทั้งการสูบบุหรี่ไปจนถึงภาวะไขมันในเลือดสูง ล้วนมีผลทำให้หลอดเลือดส่วนปลายตีบ ซึ่งหากเกิดแผลขึ้นมาจะรักษาไม่หาย ตามมาด้วยอาการปวดขาอย่างมาก ผู้ป่วยเผยถึงอาการปวดที่รุนแรงจนทนไม่ได้ แต่โชคดีที่รีบไปรักษาทำให้ไม่ต้องทรมานจากความปวดอีกต่อไป ....

พ.ต.ท. สุริยา บัวศรี อดีตผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งเกิดอาการปวดขาอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบที่มา ได้เปิดเผยถึงอาการปวดดังกล่าว ว่ามีอาการปวดมากโดยเฉพาะเวลาเดินจะยิ่งทวีความปวด บางครั้งปวดจนไม่สามารถข่มตาหลับได้ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ อีกทั้งยังรู้สึกว่าขาข้างขวาเย็นผิดปกติเมื่อเทียบกับขาข้างซ้าย ต่อมาได้เกิดแผลขึ้นที่ข้อเท้า ซึ่งแม้จะรักษามาเป็นเวลานานก็ไม่หาย ขณะที่อาการปวดได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถทนได้จึงตัดสินใจมาปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลรามคำแหง


พ.ต.ท.สุริยา บัวศรี

หลังจากที่แพทย์ตรวจแล้ว พบว่ามีภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบและได้รับการรักษาด้วยวิธีขยายหลอดเลือด ซึ่งภายหลังการรักษาแล้วอาการปวดต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นก็ทุเลาเบาบางลงสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ตามปกติ แผลที่รักษามานานแล้วไม่หายก็ค่อยๆ ดีขึ้นจนหายในที่สุด และรู้สึกได้ว่าขาอุ่นขึ้น มีสีสันมากขึ้น เพราะเลือดสามารถไหลไปหล่อเลี้ยงได้สะดวกแล้ว

นพ. สุทัศน์ ฮ้อศิริมานนท์ ศัลยแพทย์หลอดเลือด โรงพยาบาลรามคำแหง เปิดเผยว่า อาการปวดขาจากภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบนั้นมิได้จำเพาะเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวานเท่านั้น โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคนทั่วไปได้เช่นกัน อาทิ การสูบบุหรี่หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยด้วยภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรณีของ พ.ต.ท.สุริยา ซึ่งเข้ามาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการปวดขาอย่างมากร่วมกับการมีอาการขาเย็นโดยมีแผลที่บริเวณข้อเท้าพ่วงมาด้วยนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสาเหตุของการขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ภายหลังจากการซักประวัติพบว่า ผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน แต่มีภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบได้โดยไม่รู้ตัว แพทย์จึงให้ผู้ป่วยตรวจวัดการเทียบค่าของความดันที่ขากับที่แขน และพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย แพทย์ได้ทำการฉีดสีเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อหาบริเวณที่ขาดเลือด และพบว่ามีภาวการณ์ตีบตันของเส้นเลือดที่บริเวณขาด้านขวาจริงตามคาด นอกจากนั้นยังพบว่ามีเลือดที่เกิดการแข็งตัวมาอุดตันในหลอดเลือดพ่วงด้วย จึงรักษาด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด พร้อมกับได้ให้ยาสลายก้อนเลือดที่แข็งตัวดังกล่าว แล้วปรากฏว่าอาการปวดขาอย่างรุนแรงของผู้ป่วยได้ทุเลาลงและหายไปในที่สุด รวมทั้งแผลที่เท้าซึ่งรักษามานานก็ดีขึ้นเป็นลำดับ


ก่อนการรักษา
หลังการรักษา

นพ.สุทัศน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบนั้น ส่งผลโดยตรงต่อการเกิดแผลที่เท้า เพราะทำให้แผลหายช้า หรือในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อลุกลามจนต้องตัดอวัยวะทิ้ง ดังนั้น ผู้ที่มีอาการปวดขาหรือมีความรู้สึกว่าขาเย็นกว่าปกติควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัดจะเป็นการดีที่สุด

นพ.สุทัศน์ ฮ้อศิริมานนท์
ศัลยแพทย์หลอดเลือด
โรงพยาบาลรามคำแหง



^ กลับขึ้นด้านบน



สัมมนาโรคปวดหลัง รพ.รามคำแหง.................

ผู้สนใจฟังแน่นห้องประชุม... !!

......เหตุเพราะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง รวมทั้งแนวทางการดูแลรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพิ่มความมั่นใจ
ในประสิทธิภาพได้ยิ่งขึ้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงออกชัดถึงความกระตือรือร้นในการติดตาม-ซักถามข้อมูลอย่างไม่ขาดสาย



เมื่อไม่นานมานี้ โรงพยาบาลรามคำแหงได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “ ปวดหลัง...เรื่องไม่เล็ก อย่ามองข้าม ” ที่ห้องประชุม ชั้น 10 อาคาร C โดยมี นพ. สงัด ลิมปิวัฒกี ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เป็นวิทยากรถ่ายทอดข้อมูลความรู้ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้สนใจหลั่งไหลเข้าฟังการสัมมนาแน่นขนัดกว่า 300 ราย โดยได้ผลัดกันซักถามเกี่ยวกับอาการปวดหลังแบบต่างๆ อย่างไม่ขาดสายหลังจากการบรรยายได้ผ่านพ้นไป ส่งผลให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักตลอดช่วงเวลาของการสัมมนา

สำหรับข้อมูลความรู้ที่ นพ.สงัดนำมาบรรยายถ่ายทอดในงานสัมมนาคดังกล่าว ประกอบไปด้วยสาเหตุของอาการปวดหลังซึ่งมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากกล้ามเนื้อ เกิดจากหมอนรองกระดูก เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ ซึ่งแพทย์ต้องวินิจฉัยอย่างรอบคอบ ส่วนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาในปัจจุบันนั้น โดยสรุปแล้ว นพ.สงัดเปิดเผยว่ามีเทคโนโลยีในการรักษาหลายชนิด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมเพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้นำภาพและเนื้อหามาเป็นตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น พร้อมกับได้นำฟิล์มเอ็กซเรย์ที่แสดงลักษณะอาการของผู้ป่วยมาอธิบายประกอบเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เห็นถึงความผิดปกติของกระดูกและหมอนรองกระดูกด้วย

ด้านผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความยินดีที่ได้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้เพราะได้รับความรู้กลับไปมากมาย รายหนึ่งได้แก่นางราตรี พัชรพานิชและครอบครัวที่เดินทางมาจาก จ.เพชรบูรณ์ โดยเปิดเผยว่า ปกติเป็นคนไข้ประจำของโรงพยาบาลรามคำแหงอยู่แล้ว และมีโรคปวดหลังเป็นโรคประจำตัวด้วย ทำให้เกิดความสนใจและติดตามเรื่องงานสัมมนามาโดยตลอด เมื่อทราบว่ามีการสัมมนาในหัวข้อนี้จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมงานอย่างไม่รีรอ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากเพราะทำให้ได้รับความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้คนใกล้ชิดได้รู้วิธีปฏิบัติกับเราได้อย่างถูกต้องด้วย

ส่วนนางปิยะนาถ โอมอภิญญาณ อีกหนึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนา กล่าวว่า เดิมเคยมีอาการปวดหลังอยู่เป็นประจำจนแทบจะกลายเป็นโรคประจำตัวก็ว่าได้ แต่อาการไม่รุนแรงนักจึงไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร แต่เมื่อทราบว่าโรงพยาบาลรามคำแหงจัดสัมมนาเรื่องโรคปวดหลังจึงตัดสินใจเข้าร่วมงานด้วย ซึ่งก็รู้สึกดีใจมากที่ตัดสินใจเช่นนั้นเพราะคุณหมอได้แยกแยะถึงสาเหตุของอาการปวดหลังไว้อย่างชัดเจนทำให้สามารถสังเกตอาการของตนเองได้ว่าน่าจะเกิด
จากสาเหตุใดและตั้งใจว่าจะต้องมาปรึกษาแพทย์เพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน นพ. สงัด ลิมปิวัฒกี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมภายหลังการสัมมนาว่า ด้วยเหตุที่อาการปวดหลังเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยแต่ผู้มีอาการส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าอาการของตนเองเกิดจากสาเหตุใด ด้วยเหตุนี้ การสัมมนาในครั้งนี้จึงเน้นเรื่องของสาเหตุที่เกิดอาการปวดหลังเป็นหลักเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้ป่วยเมื่อต้องเข้ามาพบแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ อีกทั้งยังไม่เสียเวลาอีกด้วย ซึ่งก็น่ายินดีที่ข้อมูลที่นำมาบรรยายถ่ายทอดครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น