เป็นภาวะที่ความหนาแน่นเนื้อกระดูกลดลง จากโครงสร้างของกระดูกที่เคยหนาแน่นประสานกัน

เป็นโยงใยในการรับน้ำหนักได้ดีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการโปร่งบางของโครงสร้างกระดูก จึงทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเท่าเดิม อีกทั้งยังมีโอกาสเปราะหักเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายอีกด้วย

 

เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชายเนื่องจากโครงกระดูกในเพศหญิงมีความ

     หนาแน่นน้อยกว่า

เมื่อมีอายุสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกินกว่า 40 ปี

ภาวะหมดประจำเดือนในเพศหญิงที่เกิดการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

ผู้ที่รับแคลเซี่ยมและวิตามินดี ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

กระดูกคนเราจะมีความหนาแน่นสูงสุดในช่วงอายุ 20-30 ปี ดังนั้น การสร้างเสริมกระดูก

ให้มีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่ออายุ 20 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และระยะสำคัญรองลงมาก็คือ ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

เสริมสร้างกระดูกให้มีความแน่นมากที่สุด ตั้งแต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ด้วยการรับประทานแคลเซี่ยม และวิตามินดีให้เพียงพอ นอกจากนี้อาจใช้ยาช่วยได้ ซึ่งแบ่งกลุ่มยาเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. ยาระงับการทำลายกระดูก ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน 

ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนท และแคลเซี่ยม เป็นต้น

  1. ยากระตุ้นการสร้างกระดูกได้แก่ วิตามินดีและฟลูออไรด์

 

         ในผู้ที่มีเนื้อกระดูกมากตั้งแต่แรก จะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อกระดูกน้อย

  ดังนั้น   " การสะสมเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ก็จะเป็นวิธีการป้องกันโรค กระดูกพรุนได้ดีที่สุด รวมถึงการได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitomeret) ซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นได้ "

 

จากการใช้เครื่องตรวจวัดความแน่นของกระดูก (Bone Densitometer) ที่ใช้เทคนิคการเรดิเอชั่น (Radiation Source) โดยใช้หลักการจากการดูความหนาแน่น (Thickness) และส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ กระดูก (composition) แล้วนำไปเปรียบเทียบกบค่าปกติ

 

 

หญิงทุกคนที่มีอายุมากกว่า  65 ปี

หญิงวัยหมดประจำเดือน แม้ว่าอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูก

     พรุน

หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีประวัติกระดูกหัก หรือมีภาพเอกซเรย์กระดูกผิดปกติ

หญิงที่ต้องรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจะช่วยในการตัดสิน

     ใจ

หญิงที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตเจน มาเป็นระยะเวลานานๆ

บุคคลที่มีภาวะกระดูกสันหลังผิดปกติ

บุคคลที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

บุคคลที่มีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนเกิน

เพื่อติดตามการรักษากระดูกพรุน

 

ผู้หญิงควรรับประทานแคลเซี่ยมในช่วงอายุ 20-30 ปี และในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

 

เป็นการรักษาที่มุ่งเน้นเพื่อให้มีผลยับยั้งการทำลายกระดูก และเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้กระดูกมี ความหนาแน่นและมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

 

จากการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (BONE Densitometry) เป็นระยะสม่ำเสมอตามแผนติดตามการรักษาของแพทย์

 

การตรวจด้วยเครื่อง BONE Densitometry เป็นวิธีการตรวจที่จะได้ค่าความหนาแน่นของกระดูก ที่มาตรฐาน ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้