การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก



 

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทยมีผู้ป่วยใหม่ปีละประมาณ 7,000 ราย ส่วนใหญ่พบเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี
ปัญหาของโรคมะเร็งปากมดลูกคือ ผู้ที่เป็นมักไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะกลายเป็นระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งยากต่อการรักษาให้หายขาด
อย่างไรก็ดี โรคนี้สามารถตรวจและสืบค้นได้ตั้งแต่เซลล์เริ่มผิดปกติ การดำเนินโรคเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และปากมดลูกเป็นอวัยวะที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่น ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่จะเป็นมะเร็ง หรือก่อนที่จะเป็นมะเร็งระยะลุกลาม การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
** มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
** มีคู่นอนหลายคน
** มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศ
** การสูบบุหรี่
** โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ ใช้ยากดภูมิต้านทาน
** การติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV)

การตรวจ

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก, อายุและความถี่ที่ควรได้รับการตรวจ
ในปี พ.ศ. 2535 องค์การอนามัยโลกรวบรวมสถิติพบว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวีธีแปปสเมียร์  (Pap smear) ในประชากรหญิง อายุ 35-60 ปี ทุก 5 ปี และมีความครอบคลุมร้อยละ 50 ของประเทศจะสามารถลดอุบัติการณ์ ของมะเร็งปากมดลูกได้ถึงร้อยละ 44
Pap smear จึงเป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เสียค่าใช้จ่ายไม่สูง เป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายกันมานานจนถึงปัจจุบัน คำแนะนำสำหรับสตรีไทยคือ ควรรับการตรวจ Pap smear ครั้งแรกเมื่ออายุระหว่าง 30-35 และควรตรวจเป็นประจำทุก 1-3 ปี สำหรับความถี่ของการตรวจขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปาก มดลูกของสตรีแต่ละคน สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้แนะนำว่าสมควรตรวจบ่อยเท่าใด

การตรวจ2

ขั้นตอนการทำ Pap smear
Pap smear สามารถทำได้ระหว่างการตรวจภายในที่ห้องตรวจโดยสูตินรีแพทย์ ใช้เพียงเวลา 1-2 นาที ในการเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูกและช่องคลอดด้านในป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ก่อนจะนำแผ่นสไลด์ส่งไปย้อมสีด้วยวิธีการเฉพาะแล้วให้พยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติผ่านกล้องจุลทรรศน์

การรายงานผลการตรวจ Pap smear
ผลการตรวจ Pap smear ที่โรงพยาบาลรามคำแหงจะรายงานภายใน 2-3 วัน ยกเว้นกรณีเร่งด่วนสามารถขอทราบผลได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง
การรายงานผลมีหลายระบบปัจจุบันที่ยังนิยมใช้กันอยู่เป็นระบบ Papanicolaouclassification (classI-V) และระบบ Bethesdasystem
(รายงานเป็นรายละเอียดของเซลล์ที่ตรวจพบ ) สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะแปลผลรายงานแจ้งให้ผู้รับการตรวจทราบ

การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของปากมดลูก
เมื่อผลการตรวจ pap smear รายงานผิดปกติ สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลจะแปลผลรายงานพร้อมวางแผนการดูแลรักษาหรือการตรวจเพิ่มเติม
ที่เหมาะสมแจ้งให้ผู้รับการตรวจทราบ เนื่องจากความผิดปกติที่เกิดกับปากมดลูกมีหลาบแบบ คำแนะนำอาจแตกต่างกันออกไป เช่น บางรายอาจให้มารับยาปฏิชีวนะหรือยาเหน็บช่องคลอดแล้วนัดมาตรวจซ้ำภายหลัง บางรายอาจจำเป็นต้องนัดมาตรวจเพิ่มเติมด้วยกล้อง Colposcope

การตรวจด้วยกล้อง Colposcope
กล้อง Colposcope หรือกล้องส่องปากมดลูกเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจและส่องดูรายละเอียดรอยโรคของปากมดลูก มีเลนส์ที่มีกำลังขยาย 6-40 เท่า สำหรับดูการติดสีที่ผิดปกติ ขอบและความคมชัดของรอยโรค เส้นเลือดที่ผิดปกติบริเวณผิวของปากมดลูก (และช่องคลอด) เพื่อการวินิจฉัยความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องจำเพาะเจาะจง อันจะนำไปสู่การรักษาเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีลิควิดเบส (Liquid-based cytogy)
เป็นวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติ การ โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะในการเก็บตัวอย่าง ป้ายเยื่อยุผิวจากบริเณปากมดลูกด้วยวิธีเดียวกับการทำ Pap smear นำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาเพื่อรักษาเซลล์ส่งเข้า เครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์เยื่อบุผิวที่ปราศจากสิ่งปนเปื้อน
พวกมูก หรือ เม็ดเลือดและลดการซ้อนทับของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไปลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ช่วยเพิ่มโอกาสให้พยาธิแพทย์ในการตรวจพบ
ความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลจากการวิจัยทั่วโลกรายงานว่าการตรวจปากมดลูกด้วยวิธีตินเพร็พให้ผลการตรวจที่ถูกต้องกว่าการตรวจ
Pap smear ด้วยวิธีเดิมข้อเสียคือมีราคาแพงกว่าวิธิเดิมมาก จึงแนะนำให้ใช้ตรวจเฉพาะในสตรีบางรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด
โรคมะเร็งปากมดลูกหรือใช้ในการตรวจติดตามผลการรักษาโรคของปากมดลูกบางชนิดเท่านั้น


สายด่วนสุขภาพโทร 0-2743-9999 , 0-2374-0200-16