วารสาร รพ.รามคำแหง

 

มาตรฐานรถพยาบาล
 

 

 

 

 







 

วารสาร รพ.รามคำแหง ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2552

>> นวัตกรรมในการรักษาแผลเบาหวานที่เท้า โดยไม่ต้องผ่าตัด
>> แพทย์เตือน..พวกนั่งแช่หน้า COMPUTER ระวังปวดหลังลามถึงหมอนรองฯ
>> หายใจขัด-เจ็บแน่นหน้าอกฉับพลัน หลอดเลือดหัวใจอาจตีบเกินควร ต้องรีบส่งโรงหมอช่วยกู้ชีวิตด่วน
>> ปวดหัวบ่อย-รุนแรง อย่าละเลย แพทย์เตือนปล่อยไว้อาจเสี่ยงถึงชีวิต
>> เหตุจากปวดหัวไม่รู้ต้นตอ ทำคนล้นห้องประชุม รพ.รามคำแหง ร่วมสัมมนาโรคยอดฮิต

>>
ดูแลหัวใจ..ด้วยใจ..ชื่นชมสัมมนา
>> หนังสือ.."ดูแลหัวใจ..ด้วยใจ"
>> โลหิตที่ให้บริการแก่ผู้ป่วย


นวัตกรรมในการรักษาแผลเบาหวานที่เท้า โดยไม่ต้องผ่าตัด

ผู้เป็นเบาหวานประมาณร้อยละ 15 จะเกิดแผลที่เท้า และร้อยละ14-24 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องถูกตัดขา
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย คาดว่าในปี พ.ศ. 2553 จะมีผู้เป็นเบาหวานประมาณ 2.1 ล้านคน
และ จะมีผู้ที่ถูกตัดเท้าถึง 27,300 คน หรือ ประมาณ 3-4 คนต่อวัน

 


สัญญาณเตือน...

  • ขนที่เท้าหรือขาจะน้อย
  • สีผิวของขาจะคล้ำขึ้น บางรายอาจจะซีด
  • คลำชีพขจรที่หลังเท้าไม่ได้
  • เท้าจะเย็นอุณหภูมิเท้าสองข้างไม่เท่ากัน
  • แผลเรื้อรังที่เท้า
  • เล็บหนาตัว
  • หากเป็นมากจะมีการเน่าของนิ้ว

นพ.สุทัศน์ ฮ้อศิริมานนท์
 

จะมีอาการอย่างไร ?
ระยะแรก : อาจไม่มีอาการใดๆ เมื่อมีการตีบตันมากขึ้นจะเริ่มมีปัญหาการปวดที่ขาเวลาเดินได้ซักระยะหนึ่งจนจำเป็นต้องหยุดพัก  
ระยะต่อมา: การตีบตันเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มเดินได้น้อยลงเพราะความปวด อาจมีแผลเกิดขึ้นซึ่งแผลรักษาไม่หายด้วยการรักษาปกติ จนไปถึงนิ้วเท้าดำ ตาย เสียขาได้ มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ที่ไม่มีอาการปวดขาใดๆ เลยจนกระทั่ง เกิดแผลไม่หาย หรือ นิ้วเท้าดำตาย ซึ่งโรคได้ดำเนินไปมากแล้ว

จะรู้ได้อย่างไร ?
           ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ เช่น มีอาการปวดชาที่ขาเวลาเดิน หรือ มีแผลที่เท้าเกิดขึ้นนานกว่าสองสัปดาห์ นอกจากประวัติและตรวจร่างกาย
ซึ่งจำเป็นต้องทำในทุกรายแล้ว ยังมีการตรวจคัดกรองด้วยการวัดความดันเทียบระหว่างขากับแขน ที่เรียกว่า Ankle-Brachial Index หรือ ABI ซึ่งสามารถบอกได้คร่าวๆ ว่าผู้ป่วย มีภาวะนี้ซ่อนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่แน่ชัดหรือไม่มีอาการ

ทำไมถึงต้องรักษา ?
           ผู้ป่วยเบาหวานนอกจากมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดที่ขาตีบตันแล้ว ตัวโรคเบาหวานเองยังทำให้เท้าชาอีกด้วย เมื่อเกิดแผลที่เท้า ก็มักถูกปล่อยปละละเลย เพราะแผล ไม่เจ็บปวด จนทำให้แผลลุกลาม หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แผลอาจจะลุกลาม มีการติดเชื้อจนถึงขนาดต้องตัดขา บางรายมีการติดเชื้อรุนแรงอาจเป็นอันตราย ถึงชีวิต  การตัดนิ้วเท้าหรือ ตัดเนื้อตายเพียงอย่างเดียว มักไม่ทำให้แผลหาย แต่กลับยิ่งทำให้แผลลุกลามมากขึ้น ถึงขั้นเสียขาได้   ดังนั้นโรคนี้จึงต้องได้รับการรักษา ที่ถูกต้องจึงจะหายและรักษาขาไว้ได้

รักษาอย่างไร ?
เทคโนโลยีการรักษาแผลเบาหวานที่เท้า

           การรักษาแผลเบาหวานที่เท้า ที่เกิดจากโรคหลอดเลือดตีบตัน มีหลายวิธี ผู้ป่วยที่การตีบตันเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มต้นด้วยการใช้ยารักษา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีพยาธิสภาพ มากขึ้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่มากขึ้น เช่นการสอดสายสวนขยายหลอดเลือด การผ่าตัดตัดต่อ bypass เส้นเลือดเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงที่ขาได้  ปัจจุบันวิทยาการ ด้านการสอดสายสวนขยายหลอดเลือดรุดหน้าไปมาก จากเดิมทำได้เพียงขยาย
หลอดเลือดที่ตีบเป็นความยาวสั้นๆ เท่านั้น  แต่ปัจจุบันสามารถทำได้แม้ในผู้ป่วยที่มีการตันของหลอดเลือดที่มีระยะทางยาวๆ ได้จนทำให้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

ข้อดีของการรักษาด้วยการสอดสายสวนขยายหลอดเลือด
           การสอดสายสวนขยายหลอดเลือดมีข้อดีมากมาย เช่น ผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลเกิดขึ้น มีเพียงรูเข็มเล็กๆที่ผิวหนังบริเวณที่เจาะเท่านั้น  เจ็บเพียงเล็กน้อยคล้าย การเจาะเลือด  ไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาสลบเพียงแค่ฉีดยาชาบริเวณตำแหน่งที่จะเจาะหลอดเลือดเท่านั้นก็
สามารถทำได้ หลังจากทำผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องนอนรพ.นานเป็นสัปดาห์เหมือนผ่าตัด  สามารถทำได้
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายจากการผ่าตัด  


“ หากคุณตรวจพบว่ามีปัญหาหลอดเลือดส่วนปลายตีบตันอย่านิ่งนอนใจ
เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งความสูญเสียกับตัวคุณ และขาของคุณ
หากคุณเป็นเบาหวานและมีแผลที่เท้า ยังมีวิธีการอีกมากมายที่ช่วยคุณได้
ให้โอกาสกับตัวคุณและขาของคุณสักนิดก่อนที่คุณจะตัดสินใจตัดขา

^ กลับขึ้นด้านบน

 

แพทย์เตือน...พวกนั่งแช่หน้า Computer ระวังปวดหลังลามถึงหมอนรองฯ

  เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัยไม่เฉพาะผู้สูงอายุ สังเกตอาการได้ทุกครั้งที่เปลี่ยนอิริยาบถ ก้ม เงย บิดตัวหรือนั่งนานๆ แล้วปวดควรนึกถึงโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเป็นอันดับแรก วิทยาการก้าวหน้าทางแพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษา และหากต้องผ่าตัดก็จะเหลือขนาดบาดแผลเล็กลงพร้อมๆ กับลดระยะเวลาพักฟื้นของผู้ป่วยด้วย  

 

           นพ.สุรศักดิ์ อินทชื่น ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลรามคำแหงกล่าว ถึงอาการปวดหลังที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยจากสถิติพบกว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั่วโลกมักเคยประสบกับอาการปวดหลัง-ปวดเอวแทบทั้งสิ้นและมีแนวโน้มว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอัตรา ลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง ในแต่ละวันโดยมิได้ตระหนักถึงการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังดังกล่าว ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการปวดหลังมากยิ่งขึ้น


นพ.สุรศักดิ์ อินทชื่น
 

                      สำหรับวิธีการรักษาอาการปวดหลังที่มีต้นเหตุจากโรคหมอนรอง กระดูกสันหลังนี้ ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวว่า นอกเหนือจาก การรักษา ด้วยวิธีประคับประคองแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีทาง การแพทย์ สมัยใหม่อย่าง
เทคนิค ศัลยกรรมนำร่องส่องกล้องผ่าตัดแบบแผลเล็ก เข้ามาช่วยเพิ่มผลสำเร็จในการ รักษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถแบ่งได้หลาย ประเภท อาทิ เทคนิค เอ็ม.ไอ.เอส.(MIS) เอ็นโด-สโคป (ENDOSCOPE) เทคนิคการรักษาด้วยคลื่นวิทยุหรือนิวคลีโอพลาสตี้ รวมทั้งการผ่าตัดเปลี่ยน หมอนรองกระดูกสันหลังเทียมและการผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลัง เป็นต้น

                      ทั้งนี้ นพ.สุรศักดิ์ อินทชื่น ได้กล่าวเสริมถึงขั้นตอนการรักษาว่า “หลังจาก ที่ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดูระดับความรุนแรงของโรคแล้ว เราก็สามารถ พิจารณาการรักษาได้ ซึ่งถ้าหมอนรองกระดูกสันหลังยังไม่ได้ฉีกขาด เราก็สามารถที่จะใช้เข็มเจาะแล้วยิงคลื่นวิทยุก็สามารถที่จะรักษาให้คนไข้ ดีขึ้นได้ ผลการรักษาดีถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไรก็ตาม ถ้าหมอน รองกระดูกสันหลังแตกแล้วอันนั้นก็คงต้องผ่าตัด ทีนี้การผ่าตัดก็มีตั้งแต่เจาะรู เล็กๆ และใส่กล้อง ENDOSCOPE เข้าไปส่องดูและคีบส่วนที่แตกออก ซึ่งจะมี แผลประมาณ 4-5 มิลลิเมตร แต่ถ้าก้อนใหญ่มากก็อาจต้องใช้วิธีเปิดแผลใหญ่ขึ้น ที่เรียกว่า MINIMALLY INVASIVE SURGERY แต่ถ้ายังปล่อยไว้จนกระทั่ง กระดูกสันหลังทรุดหมดแล้ว ก็อาจต้องผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังครับ”

                     ในตอนท้าย ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลรามคำแหง ยังได้ ฝากคำแนะนำถึงผู้ที่มีอาการปวดหลัง ซึ่งถ้าหากนอนพักหรือทานยาแล้ว ไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์ อย่าปล่อยปะละเลยว่าเมื่อปวดแล้วจะหายได้เอง เพราะหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยลดผลแทรกซ้อน และความรุนแรงจากการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ได้อีกด้วย

^ กลับขึ้นด้านบน
   

หายใจขัด-เจ็บแน่นหน้าอกฉับพลัน หลอดเลือดหัวใจอาจตีบเกินควรแล้วต้องรีบส่งโรงหมอช่วยกู้ชีวิตด่วน
  เพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันได้ แพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง ห่วงผู้ป่วยที่ยังใจเย็นเพราะไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดเหตุน่าห่วงขึ้นกับตัวเองแล้ว หากไปเข้ารับการขยายหลอดเลือดหัวใจไม่ทันก็มีสิทธิ์หยุดหายใจหลังเกิดเหตุไม่นาน  

 

                               ภาวะของผู้ป่วยโรคหัวใจที่ถูกส่งมาเข้ารับการรักษาฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตมักมาจากการมีไขมันเข้าไปอุดตันบริเวณ ผนังหลอดเลือดหัวใจ โดยหากตีบตันมากเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เจ็บร้าว เหมือนมีอะไรมาบีบรัด กดทับ หายใจไม่ออก จุกคอ หน้าซีด เหงื่อแตก ตัวเย็น อาการแน่น อาจร้าวขึ้นไปที่กราม และแขนซ้ายด้านใน ซึ่งเมื่อใดที่รุนแรงถึงขั้นนอนราบไม่ได้ ทำอะไรไม่ไหว ก็ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยเร็วที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวายเฉียบพลันและเสียชีวิตหากปล่อย เวลาให้ล่วงนานไปจนแก้ไขไม่ทัน


 

                     อาการเจ็บแน่นหน้าอกส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมทั้งโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงและภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายก็ยังมีภาวะการอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่ปอดและหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดอีกด้วย

                     เมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเกิดขึ้น โดยทั่วไปให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้โดยเร็วที่สุดก่อน โดยเมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน เราก็จะต้องเช็คเบื้องต้นเรื่องของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเอ็กซเรย์ปอดและการตรวจเลือด ก็สามารถที่จะวินิจฉัยแยกโรคได้ว่าเกิดจากหัวใจหรือว่าสาเหตุอื่น แต่ถ้ายังสงสัยก็ต้องทำการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งในส่วนของโรคหัวใจนี้จะเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการตรวจหัวใจที่เรียกว่า เอ็กโค่ คาร์ดิโอแกรม นอกจากนั้นถ้าจะตรวจเรื่องของเส้นเลือดหัวใจก็จะใช้เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้เห็นความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจได้อย่างชัดเจนในเวลาอันรวดเร็ว

                     ทั้งนี้หากตรวจพบความผิดปกติแล้ว อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจจะส่งตัวผู้ป่วยเข้าห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ (CATH LAB) เพื่อทำการฉีดสารทึบรังสีดูตำแหน่งที่อุดตันภายในหลอดเลือดหัวใจ พร้อมกับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและการใส่ขดลวด อันจะเป็นการป้องกันโอกาสที่จะกลับมาตีบซ้ำอย่างได้ผล

                      โดยขดลวดนี้จะเป็นโลหะชนิดหนึ่งมีอยู่ 2 แบบคือแบบที่เคลือบยากับแบบที่ไม่เคลือบยา ซึ่งปัจจุบันได้นำขดลวดเคลือบยามาใช้ในการขยายหลอดเลือดหัวใจให้กับผู้ป่วยก็จะทำให้โอกาสการตีบซ้ำลดน้อยลงได้มาก แต่ต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยด้วย ทั้งนี้สำหรับใครที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก แบบเป็นๆหายๆ บางครั้งเป็นตอนออกกำลัง อันนี้ก็ให้สงสัยว่าควรเข้ารับการตรวจด้านโรคหัวใจ เพื่อจะได้วินิจฉัยและทำการรักษาแต่เนิ่นๆ

^ กลับขึ้นด้านบน

 


   

ปวดหัวบ่อย-รุนแรง อย่าละเลย แพทย์เตือนปล่อยไว้อาจเสี่ยงถึงชีวิต
 

                     ศูนย์โรคสมอง โรงพยาบาลรามคำแหง ระบุถึงอาการของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาโดยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยอาการปวดศีรษะซึ่งถือเป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วประชากรทั่วโลกกว่าร้อยละ 40 เคยประสบอาการปวดศีรษะรุนแรงจนไม่สามารถทำงานได้อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งระดับความรุนแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการยอมทนต่ออาการปวดของผู้ป่วยแต่ละราย

 
 

          ทั้งนี้ ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยที่ปัจจัยภายนอกอาจมาจากอาหาร สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมความเครียด เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายในสมองของผู้ป่วยเองได้แก่ โรคทางสมองต่างๆ อาทิ โรคเนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง หรือการอักเสบของเส้นประสาทสมองและไขสันหลัง เป็นต้น รวมถึงอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อศีรษะ ซึ่งล้วนก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะของผู้ป่วยแทบทั้งสิ้น

         อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะจนต้องเข้ารับคำปรึกษาจากอายุรแพทย์เฉพาะทางแล้วนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมประสาทวิทยา โรงพยาบาลรามคำแหง เผยว่า จะเริ่มด้วยการซักประวัติถึงอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นโดยละเอียด รวมถึงการตรวจร่างกายทางระบบประสาท เพื่อดูว่ามีอาการแสดงที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของสมองหรือไม่ ซึ่งหากสงสัยว่าจะมีความผิดปกติทางสมอง อายุรแพทย์จะส่งตัวผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งจะช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติภายในสมองได้อย่างชัดเจน อันจะนำมาซึ่งการวางแผนการรักษาในขั้นตอนต่อไป


พญ.สุทธิดา เย็นจันทร์
 

          สำหรับวิธีการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของโรคทางสมอง อาทิ โรคเนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เป็นต้น ศูนย์โรคสมอง โรงพยาบาลรามคำแหง ได้เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับในการรักษาผู้ป่วยโรคทางสมองด้วยเทคนิคการผ่าตัดโดยที่ให้ผู้ป่วยยังคงรู้สึกตัวขณะผ่าตัดและการใช้เทคโนโลยีเครื่องนำทางระหว่างผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยยังสามารถรับรู้และตอบสนองกับแพทย์ได้ อันจะเป็นหลีกเลี่ยงความพิการภายหลังผ่าตัดได้เป็นอย่างดี

            ในตอนท้าย พญ.สุธิดา เย็นจันทร์ ยังได้ฝากคำแนะนำถึงลักษณะของอาการปวดศีรษะที่ควรต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมจากอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ อาการปวดศีรษะรุนแรงและเกิดขึ้นเฉียบพลัน ปวดศีรษะจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและมีอาการคลื่นไส้ ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะร่วมกับการชัก ปวดศีรษะอย่างเฉียบพลันโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปวดศีรษะเมื่อไอ จาม ก้มตัวหรือเบ่งอุจจาระหรืออาการปวดศีรษะเฉียบพลันในผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งหากเกิดอาการไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้อาจมีความเสี่ยงให้เกิดโรคทางสมองและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

^ กลับขึ้นด้านบน

 


   

เหตุจากปวดหัวไม่รู้ต้นตอ  ทำคนล้นห้องประชุม รพ.รามคำแหง ร่วมสัมมนาโรคยอดฮิต
 

         
           เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศูนย์โรคสมอง โรงพยาบาลรามคำแหง ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “ปวดหัว...น่ากลัวกว่าที่คิด” เพื่อให้ความรู้กับประชาชน ซึ่งปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาจำนวนกว่า 400 ราย ส่งผลให้ห้องประชุมอาคารใหม่ของโรงพยาบาลฯ คับแคบไปถนัดตาเพื่อที่จะติดตามรับฟังข้อมูลความรู้จาก 2 วิทยากรซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรักษาอาการที่เกิดจากโรคปวดหัว คือ พญ.สุธิดา เย็นจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมประสาทวิทยา และ นพ.วทัญญู ปรัชญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมสมอง แห่งรพ.รามคำแหง

          ทั้งนี้ โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาอาการปวดศีรษะที่รู้จักกันดีคือ ปวดศีรษะไมเกรนหรือเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อจากความเครียด รวมไปถึงอาการปวดศีรษะจากอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อสมองและอาการที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของพยาธิสภาพในสมอง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้วอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้

          พญ.สุธิดา เย็นจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมประสาทวิทยา รพ.รามคำแหง เผยถึงอาการปวดศีรษะที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยหากมีอาการปวดร่วมกับเป็นไข้สูง ตามัว เห็นภาพซ้อน สูญเสียการทรงตัวของแขนขาหรือมีอาการปวดศีรษะอย่างฉับพลันรุนแรง ไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องตั้งข้อสงสัยเลยว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในสมอง และต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด

          “การซักประวัติจากตัวผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยอาการปวดศีรษะได้นะค่ะ แต่เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นแล้ว ผู้ป่วยควรสังเกตตัวเองดูก่อนว่า เราปวดตำแหน่งตรงไหนที่แน่ชัด ถัดไปก็ต้องดูลักษณะของการปวดเป็นแบบไหนและมีอาการร่วมหรือไม่ ส่วนในกรณีที่เราสงสัยว่าจะมีพยาธิสภาพในสมอง เราก็จะต้องทำการตรวจด้วยการแสกนสมองผู้ป่วยค่ะ” พญ.สุธิดา กล่าว

          ทางด้าน นพ.วทัญญู ปรัชญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมสมอง รพ.รามคำแหง ย้ำว่า “ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมองแล้วพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะรุนแรงโดยไม่ทุเลา พูดลำบาก อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรือมีอาการชักกระตุก กำลังของแขน และขาลดน้อยลงกว่าเดิม ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น ควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์

          และสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการร่วม เช่น อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ชัก แม้แต่อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีเหตุผล อาจมีสาเหตุจากพยาธิสภาพในสมองเช่น ก้อนเนื้องอกหรือฝีในสมอง หรือมีการอักเสบติดเชื้อ หรือมีหลอดเลือดในสมองผิดปกติ ซึ่งควรให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดและอาจต้องใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งหากตรวจพบความผิดปกติตามที่กล่าวมา แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด”

           หนึ่งในผู้เข้าร่วมสัมมนาคือพันโท สุพงษ์ชัย เอสุขจินต์ อายุ 52 ปี เผยว่า “งานสัมมนาในครั้งนี้ทำให้ผมได้ทราบถึงสาเหตุของอาการปวดศีรษะแต่ละแบบ ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้แล้วยังสามารถบอกเล่าให้คนรอบข้างที่เรารู้จักได้ทราบและสังเกตอาการปวดศีรษะของตนเอง เพื่อการรักษาได้อีกด้วยครับ”

           นายวสันต์ เชื้อชินวงศ์ อายุ 58 ปี เผยว่า “ผมมีอาการปวดศีรษะอยู่เป็นประจำครับ มางานครั้งนี้ได้ประโยชน์มากทีเดียว ทำให้เราได้รู้จักดูแลสุขภาพตนเอง เพราะหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นก็จะได้รีบรักษาได้อย่างทันท่วงทีครับ”

^ กลับขึ้นด้านบน


 
   
"ดูแลหัวใจ..ด้วยใจ" ..ชื่นชมสัมมนา ได้ความรู้จากแพทย์ รพ.รามคำแหง แนะหลายวิธีรับมือโรคฮิต
 



               
 เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์หัวใจ รพ.รามคำแหง ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “ดูแลหัวใจ...ด้วยใจ” เพื่อให้ความรู้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาจำนวนกว่า 300 ราย โดยมี รศ.นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามคำแหง เป็นวิทยากร ซึ่งภายในงานยังจัดให้มีบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้กับผู้เข้าร่วมฟังการสัมมนาอีกด้วย

                สืบเนื่องจากสถานการณ์ของผู้ป่วยโรคหัวใจที่นับวันจะยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดอันดับ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลก ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจได้นั้นจะพบในกลุ่มของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นต้น

                รศ.นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามคำแหง กล่าวเสริมว่า “จริงๆแล้วโรคหัวใจไม่ได้เป็นกันง่ายมากเท่ากับโรคหวัด 2009 นะครับ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคต่างๆ ที่สำคัญก็คงเป็นในกลุ่มของผู้ป่วยโรคความดันสูง ไขมันสูง เบาหวานหรือว่าสูบบุหรี่นะครับ แล้วก็เป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายอายุมากกว่า 45 ปีหรือผู้หญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ก็เป็นกลุ่มที่มีภาวะอ้วน เครียดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กลุ่มนี้ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้มากขึ้นครับ”

                ในตอนท้าย อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามคำแหง ยังได้ย้ำถึงวิธีรับมือกับโรคหัวใจไว้ว่า “ถ้าเป็นแล้วเราคงจะต้องพยายามรักษาเรื่องอาการแล้วก็ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนของโรคหัวใจนะครับ ในส่วนของการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบก็จะมีทั้งใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวดค้ำยัน รวมถึงการผ่าตัดบายพาส ส่วนเรื่องการปฏิบัติตัวก็ควรลดปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุดหรือว่าถ้ามีอาการแล้วก็ควรจะไปตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดแล้วก็ทานยาสม่ำเสมอ ก็จะสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ดีที่สุดครับ”

                คุณเกรียงไกร ตั้งไพศาล อายุ 68 ปี หนึ่งในผู้เข้าร่วมสัมมนา เผยว่า “วันนี้เป็นครั้งแรกครับที่ผมได้เข้ามาร่วมฟังการสัมมนาเรื่องของโรคหัวใจ ทำให้คิดว่าจะต้องควบคุมเรื่องของสุขภาพร่างกายตัวเองและผู้ใกล้ชิดให้มากขึ้นกว่าเดิม และก็คงจะไปแนะนำเพื่อนๆว่าอย่านิ่งนอนใจถ้ามีอะไรนิดๆหน่อยๆ ควรจะตรวจสอบดูก่อนดีกว่า เพราะโรคหัวใจนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะบอกกล่าวกัน ถ้ารู้สึกว่ามีอาการผิดปกติแล้วควรไปหาหมอดีที่สุดครับ”

                ส่วนอีกท่านคือคุณเปมิศา มังคละพุทธิภักดิ์ อายุ 40 ปี เผยว่า “ได้รับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องของโรคหลอดเลือดหัวใจ มีประโยชน์มากค่ะ ซึ่งถ้าคนที่มีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจก็อย่ารอช้า ควรจะรีบมาให้แพทย์ตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะโรคหัวใจมันเป็นโรคอย่างที่คุณหมอบอกว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆเลยคือมันก็น่ากลัวมากค่ะ”

^ กลับขึ้นด้านบน

 
   
 


   


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือ "ดูแลหัวใจ..ด้วยใจ" ..ชื่นชมสัมมนา โดยทีมแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามคำแหง รายได้สมทบการกุศล
 



 

ประโยชน์ที่ได้เหมาะทั้งกับผู้ป่วยโรคหัวใจ ญาติหรือผู้ใกล้ชิดและประชาชนทั่วไปที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน ซึ่งเนื้อหาสาระภายในหนังสือเล่มนี้ได้ถูกรวบรวมจากประสบการณ์ตรงของอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรามคำแหง

                นพ.ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือ “ดูแลหัวใจด้วยใจ” โดยมีที่มาจากการที่ศูนย์หัวใจของโรงพยาบาลรามคำแหงมีประสบการณ์ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 12 ปี แต่บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยอาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวิธีการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจแต่ละประเภท

                ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำหนังสือ “ดูแลหัวใจด้วยใจ” โดยรวบรวมเนื้อหาจากประสบการณ์จริงในการรักษาผู้ป่วยของอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดของโรงพยาบาลฯ อาทิ รศ.นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม, นพ.วิชัย ศรีมนัส, นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล มาร้อยเรียงเป็นภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ เพื่อให้ประโยชน์แก่ทั้งผู้ที่เป็นโรคหัวใจกับผู้ใกล้ชิดที่ต้องคอยปรนนิบัติดูแล โดยที่ผู้มิได้เป็นโรคหัวใจก็ควรรู้ไว้เพื่อจะได้ใส่ใจดูแลและระมัดระวังตนเองไม่ให้เป็นโรคหัวใจต่อไป

                นพ.ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวว่า “บางครั้งในหลายประเด็นที่คิดว่าผู้ป่วยน่าจะเข้าใจแต่ก็ยังพบว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่มาก ผมยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมักจะมีความเข้าใจว่า การตรวจหัวใจด้วยการวิ่งสายพานแล้วไม่พบความผิดปกติน่าจะไม่มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ อันนี้ผมอยากจะถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนะครับ เพราะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การมาตรวจเบื้องต้นโดยการวิ่งสายพานนั้น พบว่าคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันร้อยคน มาวิ่งสายพานจะตรวจพบประมาณ 70% อีก 30% แม้จะเป็นโรคหัวใจแต่ก็ตรวจไม่พบ ซึ่งก็จะทำให้ผู้ป่วยละเลยไม่ให้ความสำคัญเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะครับเราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อควรปฏิบัติทั้งหมดเกี่ยวกับโรคหัวใจเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ป่วยได้รับทราบไว้เป็นข้อมูลครับ”

                สำหรับผู้ที่สนใจสั่งซื้อหนังสือ “ดูแลหัวใจด้วยใจ” สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คทุกสาขาทั่วประเทศหรือที่แผนกการเงิน โรงพยาบาลรามคำแหง จำหน่ายในราคาเล่มละ 190 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนเป็นประโยชน์แก่สาธารณกุศลต่อไป

^ กลับขึ้นด้านบน


 
 
โลหิตที่ให้บริการแก่ผู้ป่วย
                โรงพยาบาลรามคำแหง ขอเรียนให้ทราบว่าเลือดที่ทางโรงพยาบาลรามคำแหงได้ให้กับผู้ป่วยที่ต้องการเลือดเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลนั้น ทางโรงพยาบาลฯ ได้รับมาจากสภากาชาดไทย ซึ่งผ่านการตรวจหาเชื้อโรค 4 ชนิด ได้แก่ ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสตับอักเสบซี และ เชื้อเอดส์ ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกเรียบร้อยแล้ว ด้วยวิธี PCR (Polymerase chain reaction)

การตรวจเลือดหาเชื้อมีกี่วิธี
1. การตรวจหาโดยวิธี ELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assays) : "เป็นการตรวจคัดกรอง"(screening test) ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ทำได้ง่าย ไม่แพง มีความไวมาก แต่ window period=21 วัน

2. การตรวจโดยวิธี PCR (Polymerase chain reaction): เป็นการตรวจหา DNA ของไวรัส วิธีนี้คือการหาโดยอาศัยการเพิ่มปริมาณ DNA เรียกว่า PCR ตรวจได้แม้จะมีปริมาณ DNA ของไวรัสเพียงน้อยนิด (ความไวและความแม่นยำสูงมาก) ความแม่นยำเชื่อถือได้แน่นอน ถือเป็นวิธีการ "ตรวจยืนยัน" แน่นอนที่สุด โดย window period = 11 วัน


โรงพยาบาลใช้วิธีตรวจเลือดหาเชื้อโดยใช้วิธีใด
                ในปัจจุบัน โรงพยาบาลต่างๆ มีการตรวจเลือดหาเชื้อทั้ง 2 วิธี ซึ่งแล้วแต่ดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล สำหรับโรงพยาบาลรามคำแหงใช้วิธีตรวจเลือดหาเชื้อด้วยวิธี PCR (Polymerase chain reaction) ถึงแม้ว่าจะราคาสูงกว่า แต่ผลการตรวจยืนยันที่แม่นยำและความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยนำเข้าเครื่อง PCR มาใช้ในโรงพยาบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546

* window period หมายถึง จำนวนวันที่ผู้บริจาคโลหิตรับเชื้อ HIV แล้ว แต่ตรวจไม่พบทางห้องปฏิบัติการ

^ กลับขึ้นด้านบน

 

 
         
   
บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)
436 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร. 0 2743-9999 แฟกซ์ 0 2374 0804