|




ปัญหาที่พบเสมอก็คือ
เด็กควรจะได้รับการบำบัดทางทันตกรรมจัดฟันตั้งแต่อายุเท่าไร
ซึ่งเรื่องนี้กำหนดลงไปไม่ได้แน่นอน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของการแก้ไขในแต่ละราย
แต่ถ้านำเด็กมาให้ตรวจดูทุกๆ
6 เดือน หรือ 1 ปี
ก็สามารถจะบอกได้ว่าสมควรจะรับการบำบัดรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้หรือยัง
ในบางราย
อาจเริ่มให้การรักษาตั้งแต่ฟันเพิ่งขึ้นเพียง
2-3 ซี่ เท่านั้น
ส่วนอีกหลายรายจะเริ่มเมื่ออายุประมาณ
11-13 ปี
ซึ่งเป็นระยะที่จะให้ผลดีที่สุดในการรักษา
เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่
และไม่มี
ฟันน้ำนมเหลืออยู่ในปาก
อย่างไรก็ดีถ้าจำเป็นต้องจัดฟัน
ในขณะที่ยังมีฟันน้ำนมเหลืออยู่ก็สามารถทำได้
แต่
เมื่อฟันแท้ขึ้นมาครบแล้วก็จะต้องจัดฟันต่อไปอีก
สำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ถ้ามีสุขภาพของช่องปากที่ดีปราศจาก
โรคเหงือก
และมีจำนวนฟันเหลือมากพอที่จะใช้ยึดเครื่องมือ
ก็สามารถได้รับการบำบัดรักษาทางทันตกรรม
จัดฟันได้


ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจช่องปากอย่างละเอียด
ถ้ามีฟันผุต้องไปอุดฟันให้เสร็จก่อน
รวมทั้งขูดหินปูน
ให้เรียบร้อย
ขบวนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
จะเริ่มด้ายการพิมพ์ปากเพื่อไปทำแบบฟันของผู้ป่วยก่อน จัดฟัน
และการเอกซเรย์ฟันทั้งปาก
รวมทั้งอวัยวะใกล้เคียงเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและกำหนดการ
รักษาต่อไป
ในผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องยอมให้ถอนฟันแท้บางซี่ออกไปทั้งๆ
ที่เราไม่ต้องการเช่นนั้น
แต่ก็จำเป็น
ต้องทำเพราะการถอนฟันในกรณีเหล่านี้จะช่วยให้การจัดฟันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดความสวยงามแก่
ใบหน้ายิ่งขึ้น
ในบางกรณีทำให้การใช้งานดีขึ้น
ที่สำคัญจะทำให้ฟันที่จัดเสร็จแล้ว
อยู่ในสภาพใหม่ได้มั่นคง
ไม่กลับไปสู่สภาพเดิมอีก
ในกรณีที่ต้องถอนฟันนี้ ทันตแพทย์จัดฟันจะอธิบายให้ท่านทราบล่วงหหน้า
การจัดฟันไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจากฝีมือของทันตแพทย์จัดฟันเท่านั้น
เพราะเราจะพบผู้ป่วย
เพียงเดือนละครั้ง
ความสำเร็จจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทันตแพทย์จัดฟันผู้ป่วย
และที่สำคัญคือ ผู้ปกครอง (ในกรณีผู้ป่วยเด็ก)
ความร่วมมือดังกล่าวจะมีอยู่
3 แบบ คือ
การดูแลรักษาความสะอาดฟัน
ถ้าไม่แปรงฟันให้สะอาด
ทำให้ฟันผุ
มีโรคเหงือก
อักเสบ
ซึ่งเหงือกจะบวมแดง
มีเลือดออกง่ายบริเวณนั้น
บางรายจะเกิดรอยขาวรอบๆ
เครื่องมือ จัดฟัน
อันเป็นผลของเคลือบฟันกร่อนไป
การรักษาความสะอาดนี้ต้องเน้นเป็นพิเศษ
เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอัตราเสี่ยงต่อฟันผุสูงมาก
อีกทั้งลักษณะของเครื่องมือ
จัดฟันจะเป็นตัวเก็บกักเศษอาหารได้เป็นอย่างมาก
การแปรงทำความสะอาดก็ยากกว่า
ปกติ
ผู้ป่วยต้องรีบแปรงฟันทันทีหลังรับประทานทุกครั้ง
อีกประการหนึ่งผู้ป่วยควรไปรับ
การตรวจสุขภาพฟัน
และขูดหินปูนจากทันตแพทย์ประจำตัวทุก
6 เดือน เป็นอย่างน้อย
การนัด
การเคลื่อนฟันที่มีกระดูกรองรับรากฟันที่แข็งแรงนั้น
ค่อนข้างจะเป็น ไปไดอย่าง
ช้าๆ
ดังนั้นการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันจึงกินเวลานานราว
2 ปี โดยเฉลี่ยทันตแพทย์
จัดฟันจะค่อยๆ
เลื่อนฟันทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละครั้งที่ผู้ป่วยมาหาตามนัด
แต่ทุกครั้ง
ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไข
ช่วงเวลานัดจะห่างกันประมาณ
4 สัปดาห์ ทั้งนี้เพราะเป็นช่วง
เวลาที่จำเป็นสำหรับการเคลื่อนของฟันอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ถ้าผู้ป่วยผิดนัดในแต่ละครั้ง
ก็ย่อมหมายความว่าระยะเวลาของการรักษาจะยาวนานเพิ่มจากที่ควรจะเป็นไปอีก
ซึ่ง
กรณีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น
และทันตแพทย์จัดฟันเองก็ไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้น
ถ้าท่านจำเป็นไม่อาจมาตามนัดได้จริงๆ
ก็ควรต้องโทรมานัดวันใหม่
โดยโทรมาล่วง-
หน้าก่อนวันที่นัดเดิม
24 ชั่วโมง
เป็นของแน่ว่าทันตแพทย์จัดฟันไม่อาจให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยได้
ถ้าเขา ไม่มีให้รักษาการขาดนัดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
หรือการมาล่าช้าอย่างไม่มี เหตุผลเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น
เครื่องมือชำรุด
ถ้าท่านรู้สึกว่าเครื่องมือที่ใส่อยู่ในปากชำรุด
หรือเกิดผิดปกติ เช่น แบนด์
ฟันหลังหลุด
แร็กเก็ตหลุด ลวดหัก
เครื่องมือหาย (ในกรณีเป็นเครื่องมือถอดได้หรือ
รีเทนเน่อร์)
หรือมีบาดแผลในปากเพราะจากเครื่องมือมีความแหลมคม
เนื่องจาก
เครื่องมือจัดฟันนี้ค่อนข้างบอบบาง
ผู้ป่วยจึงต้องเลี่ยงอาหารหรือของขบเคี้ยวที่แข็ง
เช่น ลูกกวาด กระดูก
ข้าวโพด ถั่ว น้ำแข็ง
ผักหรือผลไม้ที่แข็งและสิ่งที่เหนียว
เช่น หมากฝรั่ง
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจไปดึงให้เครื่องมือจัดฟันหลุดออกมาได้
หลัง
จากใส่เครื่องมือจัดฟันไปแล้วอาจจะรู้สึกเจ็บอยู่ราว 68 ชั่วโมง หลัง
การใสลวดใหม่ทุกครั้ง อาการเจ็บที่ตัวฟันจะคงอยู่ราว 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม
ความเจ็บนี้จะมากหรือน้อยแล้วแต่บุคคล
การ
เคลื่อนของฟัน
เกิดจากแรงเบาๆ
ของเครื่องมือที่กระทำอยู่โดย
สม่ำเสมอ
แรงนี้จะกระตุ้นให้มีการละลายตัวของกระดูกรอบๆ
รากฟันด้านที่แรง กระทำ
และจะมีการสร้างตัวของกระดูกด้านตรงข้าม
ด้วยวิธีการค่อยเป็นค่อยไปนี้
เองที่ทำให้ฟันเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม
ดังนั้น ขณะที่กำลังจัดฟัน
ฟันทุกซี่ที่ติด
เครื่องมือจะโยกได้เล็กน้อย
ภายหลังที่การรักษาเสร็จสิ้น
เราใส่รีเทนเนอร์ให้ฟัน อยู่กับที่นิ่งๆ กระดูกก็จะสร้างขึ้นมารอบรากฟันทำให้ฟันแน่นเหมือนเดิม

ระยะป้องกัน เป็นการจัดฟันในช่วงที่เด็กยังมีฟันน้ำนมบางซี่ที่ถูกถอนออกไปก่อนกำหนด
จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องมือบางอย่างเพื่อรักษาช่องว่างให้ฟันแท้ขึ้น
หรือในกรณีที่ช่องว่าง
ดังกล่าวถูกฟันข้างเคียงเลื่อนเข้ามาก็มีเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ใส่เพื่อเปิดให้ช่องว่างดังกล่าวกว้างขึ้น
หรือในกรณีที่เด็กมีนิสัยเสียบางอย่างที่ก่ออันตรายต่อฟัน
เช่น ดูดนิ้วมือ กัดเล็บ
กัดริมฝีปาก การกลืนที่
ผิดปกติใช้ลิ้นดันฟัน
เป็นต้น
นิสัยดังกล่าวนี้ต้องได้รับการแก้ไขเสียแต่แรก
เพื่อจะได้ไม่เกิดผลเสียที่ถาวร
โดยทันตแพทย์จัดฟันจะใส่เครื่องมือช่วยแก้นิสัยให้แก่เด็กในระยะนี้
ระยะแก้ไข
เป็นการจัดฟันในช่วงที่เด็กมีฟันแท้ขึ้นบางซี่
การแก้ไขในระยะนี้จะช่วยทำให้
การจัดฟันง่ายขึ้น
และยังช่วยป้องกัน
ไม่ให้ความผิดปกติ
ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างรุนแรง
ระยะที่ฟันแท้ขึ้นหมด
เป็นการจัดฟันที่เริ่มเมื่ออายุประมาณ
11-13 ปี หรือมากกว่านั้น
การจัดฟันที่ได้ผลดีเลิศนั้นปกติจะขึ้นกับความร่วมมือของผู้ป่วยและการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย
อย่างไรก็ตามผลการรักษาขั้นสุดท้ายไม่อาจจะทำนายได้อย่างแน่นอน
เนื่องจากมีสาเหตุมากมายที่มาเกี่ยวข้องกบการจัดฟัน
ทำให้ผลที่ได้รับ เปลี่ยน แปลงไปจากที่คิดไว้
ด้วยเหตุนี้ทันตแพทย์จัดฟันจึงไม่อาจให้คำมั่นสัญญาใดๆ
ถึงผลการรักษาแก่ผู้ป่วยได้
การที่เราทำการรักษาในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
ปัญหาของการเติบโต
ของเด็ก ปัญหาทางพันธุกรรม
และความร่วมมือของผู้ป่วย
บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้
ผลการรักษาไม่ออกมาดีเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตามทันตแพทย์จัดฟันก็จะรักษาผู้ป่วยจน
กระทั่งการใช้งานเป็นไปด้วยดี
รวมถึงด้านความสวยงามก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิมด้วย
โดย
ปกติแล้วการทำนายผลสำเร็จของการรักษานั้นผู้ป่วยจะได้รับการอธิบายจากทันตแพทย์
จัดฟัน
โดยหลักการทั่วไปแล้วความสำเร็จหรือสิ่งที่หวังจะได้จากการจัดฟัน
ก็คือต้องให้
งานจัดฟันที่ทำเสร็จแล้วบรรลุวัตถุประสงค์
3 ประการ
ความสวยงาม
ผู้ป่วยต้องดูดีกว่าก่อนทำ
การใช้งานได้ดี
การบดเคี้ยวอาหารต้องเป็นปกติ
การคงสภาพของฟันที่จัดเสร็จแล้ว
ฟันจะต้องอยู่ในตำแหน่งใหม่อย่างดี
ไม่กลับคืนสู่
สภาพเดิม
|