มาตรฐานในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน
มาตรฐานในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน
October 09 / 2015

 

มาตรฐานในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน 

 

     โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อันเป็นผลมาจากความบกพร่อง ของการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน หรือประสิทธิภาพลดลงจากภาวะดื้อ ต่ออินซูลิน หรือ ทั้งสองอย่างร่วมกัน ผู้ป่วยเบาหวานควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจาก

  • เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและปรับขนาดของยา การที่ผู้ป่วยรับประทานยาขนาดเดียวกันอยู่ตลอดเวลาอาจจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้สม่ำเสมอได้ ( ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหาร และความ ก้าวหน้าของโรค)

  • ตรวจหาอาการแทรกซ้อนแต่เนิ่น ๆ เช่น เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy), จอประสาทตาเสื่อม ( Retinopathy) ช่วยให้คุณทราบถึงโรคแทรกซ้อนโดยเร็วเพื่อที่คุณจะได้ แก้ไขปัญหาและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

 HbA1 c ( ฮีโมโกบิน เอ-วัน-ซี) 
     

     เป็นค่าปริมาณน้ำตาลที่จับรวมกับโปรตีนในเม็ดเลือดแดง มีบทบาทสำคัญในการติดตามการควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตามปกติ เรามักใช้ ค่าของน้ำตาลในเลือดเป็นพื้นฐานในการติดตาม ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่เนื่องจากค่าของน้ำตาลในเลือด เป็นค่าที่ไม่ใช่ค่าที่ถูกต้องที่สุดในการแปลผลว่าการควบคุมโรคเบาหวานดีหรือไม่ เนื่องจากเป็นค่าที่เราตรวจวัดเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้นแต่สำหรับ ฮีโมโกลบิน เอ-วัน-ซี เป็นค่าที่บ่งถึง
ระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉลี่ยของช่วงระยะเวลา 8-12 สัปดาห์ ก่อนการตรวจวัด ดังนั้นจึงเป็นวิธีการตรวจเลือดที่ใช้ใน การติดตามการรักษาโรคเบาหวานได้ดีกว่าการใช้ค่า ของน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว


 ความถี่ในการตรวจ 


     ทุก 3-6 เดือน


 เป้าหมายของการตรวจ 


     มีค่าการตรวจน้อยกว่า หรือเท่ากับ 7%

 

 LDL-c (Low density lipoprotein cholesterol) 


     เป็นค่าของไขมันที่ไม่ดี หากค่าของ LDL-c มีค่าสูง นั่นหมายความว่าคุณมีโอกาสที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจ หรือเนื้อสมองขาดเลือดไปเลี้ยงจาก เกิดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนที่มีเส้นเลือด อุดตันได้


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 1 ปี


 เป้าหมายของการตรวจ 

 

     มีค่าการตรวจน้อยกว่า 100 mg2dl

 

 HDL (High density lipoprotein cholesterol) 


     เป็นค่าของไขมันความหนาแน่นสูง หากมีค่าสูงก็จะช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อการอุดตันของ เส้นเลือด


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 1 ปี


 เป้าหมายของการตรวจ 


     มีค่าการตรวจมากกว่า40mg/dl

 

 Urinary microlbuminuria 


     เป็นการตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีภาวะไตเสื่อมจากโรคเบาหวานหรือไม่


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 1 ปี


 เป้าหมายของการตรวจ 


     มีค่าการตรวจน้อยกว่า 200 mg/dl (Negative)

 

 Cr (creatinine) 


     เป็นการตรวจดูการทำหน้าที่ของไต หากค่า Cr สูงกว่าปกติแสดงว่าหน้าที่ของไตในการกำจัดของเสียจากร่างกายได้ไม่ดี


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 1 ปี


 เป้าหมายของการตรวจ 


     มีค่าการตรวจน้อยกว่า 1.5 mg.%

 EKG 


     เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อหาความผิดปกติของหัวใจในเบื้องต้น


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยต้องตรวจ 1ครั้ง เมื่อพบว่าเป็นโรคเบาหวานเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าหัวใจในครั้งต่อไป


 เป้าหมายของการตรวจ 


     ผลการตรวจปกติ

 

 Dilated eye examination 


     เป็นการตรวจตาโดยการขยายรูม่านตาเพื่อตรวจดูจอประสาทตา ซึ่งช่วยให้ทำการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นตาได้อย่างแม่นยำ


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 1 ปี


 เป้าหมายของการตรวจ 


     ผลการตรวจปกติ

 

 BP (Blood Pressure) 


     เป็นการตรวจวัดความดันโลหิตที่สามารถบอกเบื้องต้นได้ว่า การทำงานของระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นตามความจำเป็น


 เป้าหมายของการตรวจ 


     มีค่าความดันโลหิตน้อยกว่า130/85 ยกเว้นตรวจพบว่ามีโปรตีนในปัสสาวะ ต้องมีค่าความดันโลหิตน้อยกว่า 120/75

 

 Foot examination 


     เป็นการตรวจอวัยวะส่วนปลาย(เท้า)ที่มีโอกาสเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงน้อยร่วมกับการเกิดปลายประสาทอักเสบทำให้สูญเสียการรับความรู้สึกจากเพียงแค่รอยแผลเล็กๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และไม่รู้สึกเจ็บกลายเป็นแผลติดเชื้อลุกลามจนอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด


 ความถี่ในการตรวจ 


     อย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือน้อยกว่านั้นตามความจำเป็น


 เป้าหมายของการตรวจ 


     ของสีผิวที่ปลายเท้า ตรวจไม่พบอาการชาที่ปลายเท้า และการรับความรู้สึกปกติ

ในการรักษาเบาหวานเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ลดอาการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ระดับน้ำตาลสูง ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน ลด และชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด สามารถลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน เรื้อรังทางตา ไต ระบบประสาทส่วนปลาย และยังลดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด นอกจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ควรให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด  ด้วย เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การประเมินผลการรักษาเบาหวานมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยทราบสถานะการควบคุม เบาหวานของตนเอง ทำให้มีการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรม เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ ปกติหรือใกล้เคียงปกติ