โรคหัวใจ
December 14 / 2017

 

โรคหัวใจ

 

 

หัวใจเป็นอวัยวะที่สูบฉีดเลือดที่ดีไปเลี้ยงร่างกายผ่านระบบหลอดเลือด และส่งเลือดไปแลกเปลี่ยนก๊าชที่ปอดเพื่อขจัดคาร์บอนไดออกไซต์และรับออกซิเจนใหม่ๆเข้ามา 



 

โรคหัวใจคืออะไร

 

คำว่าโรคหัวใจหมายถึงกลุ่มภาวะผิดปกติของหัวใจ ถ้าคุณมีโรคหัวใจ ต้นเหตุของโรคหัวใจคุณอาจเกิดจากภาวะผิดปกติของเส้นเลือดในหัวใจ โครงสร้างที่ผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือ การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ โรคที่เกิดกับหัวใจสามารถแบ่งได้คร่าวๆเป็นหกประเภท

 

 

อาการของโรคหัวใจ

 

โรคหัวใจมีอยู่หกประเภทหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะหัวใจติดเชื้อ และ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ

 

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจก็เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่ต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงให้ทำงานได้ตลอดเวลา เมื่อหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งหากเกิดภาวะนี้อย่างรุนแรงและเป็นเวลานาน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการเสื่อมสภาพและอุดตันที่พบบ่อยคือ Ateroscherosis ซึ่งมีหลอดเลือดที่เสียความยืดหยุ่น และมีตะกรันไขมันและเศษซากเม็ดเลือดมาอุดตันเส้นเลือด โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะนี้เข่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะความดันโลหิตสูง อาการที่อาจมี
    • อาการเจ็บที่ กราม คอ ลำคอ หน้าอก หรือ หลัง
    • หายใจสั้น
    • อึดอัดที่หน้าอก เหมือนมีอะไรมากด รู้สึกแน่นที่หน้าอก หรือมีอาการเจ็บที่หน้าอก
    • มีอาการหนาวเย็น ชา อ่อนแรง หรือเจ็บ บริเวณแขนขา

 

 

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ ที่อาจเต้นเร็ว ช้าเกินไปไม่สัมพันธ์กับสภาวะของร่างกายขณะนั้น หรือเต้นผิดจังหวะ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าของหัวใจ คุณอาจมีอาการหัวใจเต้นพลิ้ว หรือ รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วและรัว อาการพวกนี้อาจทำให้คุณรู้สึกรำคาณ แต่ในบางกรณี คุณอาจมีภัยถึงชีวิตในขณะนั้น อาการที่อาจมี:
    • มึนหัว
    • เป็นลม หรือเกือบเป็นลม
    • อึดอัดหรือเจ็บหน้าอก
    • หัวใจเต้นพลิ้ว
    • หัวใจเต้นเร็วหรือช้า

 

 

 

  • ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ส่วนใหญ่มักเป็นแต่กำเนิด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก คือ ร้ายแรง และไม่ค่อยร้ายแรง ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่ร้ายแรงมักมีอาการตั้งแต่แรกเกิด อย่างเช่น
    • สีผิวของถารกที่ผิดปกติ สีเทาหรือน้ำเงิน
    • มีการบวมที่ตา ที่ท้อง หรือขา
    • ถารกอาจน้ำหนักไม่ค่อยขึ้นในเวลาที่ควร
      ส่วนความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่ไม่ค่อยรายแรง อาการมักพบได้ในวัยเด็ก หรือตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าง เช่น
    • เหนื่อยง่าย หรือหายใจเร็วระหว่างการออกกำลังกาย
    • การบวมที่มือ ข้อเท้า หรือ ขา

 

  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ หมายถึงหัวใจที่สูญเสียความสามารถในการบีบตัวไป ระยะแรกอาจไม่มีอาการ จนกระทั้งกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถบีบตัวเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ จนเกิดอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง ไปจนถึงภาวะหัวใจวายในที่สุดได้ อาการของความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้แก่:
    • การบวมที่ ขา ข้อเท้า หรือ เท้า
    • หายใจไม่ค่อยทันทั้งตอนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย หรือ ออกกำลังกายอยู่
    • มีอาการล้าหรืออ่อนเพลีย
    • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
    • หน้ามืด หรือ เป็นลม

 

 

  • ความผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ การติดเชื้อหลายชนิดส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อหัวใจ เช่นไวรัสบางชนิดก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในคอ ที่ไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การเกิดภาวะลิ้นหัวใจอักเสบจนเกิดภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วตามมาได้  
อาการส่วนใหญ่มักเริ่มด้วยอาการของภาวะติดเชื้อทั่วไป เช่นมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออาจมีผื่นตามร่างกาย หลังจากนั้นจะมีอาการของโรคหัวใจตามมาเช่น เหนื่อยง่าย เท้าบวม ตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ อาการที่อาจพบเจอ:
    • มีไข้ ไอ หรือ ผื่นตามร่างกาย
    • หายใจไม่ทัน
    • อาการล้าหรืออ่อนเพลีย
    • การบวมที่ขาหรือท้อง
    • หัวใจเต้นผิดจังหวะ

 

  • ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ อาจเป็นภาวะที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเกิดจากโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ไปจนถึงภาวะติดเชื้อที่ทำลายลิ้นหัวใจ จนทำให้ลี้นหัวใจตีบ รั่ว หรือไม่สามารถปิดได้อย่างปกติ อาการของลิ้นหัวใจผิดปกติมีดังนี้:
    • หายใจไม่ทัน
    • เจ็บหน้าอก
    • ล้า
    • เท้าหรือ ข้อเท้าบวม
    • เป็นลม

 

 

การวินิจฉัย

 

นอกจากการสอบถามประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจแล้ว การใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการตรวจจะทำให้ได้คำวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น สามารถบอกระยะของโรค และจุดที่เป็นสาเหตุ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนให้การรักษาที่ตรงจุดต่อไป

ชนิดของการตรวจมีดังนี้

  • Imaging: เพื่อดูลักษณะของหัวใจทั้งภายในและภายนอก ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ช่วยในการดูตำแหน่งผิดปกติเชิงโครงสร้างของหัวใจได้

 

  • Echocardiogram: ใช้คลื่นเสียงเพื่อตรวจสภาพโครงสร้างภายในหัวใจ สามารถดูความหนาผนังหัวใจ ลักษณะและการทำงานของหัวใจ และลิ้นหัวใจ ขนาดของเส้นเลือดใหญ่

 

 

  • CT MRI: การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กความเข้มสูง สามารถสร้างภาพโครงสร้างหัวใจอย่างละเอียดเพื่อเข้าถึงจุดผิดปกติได้ สามารถดูความผิดปกติของเส้นเลือดหัวใจได้

  • Cardiac cath: เป็นการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปเพื่อดูการไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ว่ามีจุดไหนที่เกิดการอุดตัน และสามารถทำการแก้ไขได้ในคราวเดียวกัน

 

  • Electrocardiogram: หัวใจเป็นอวัยวะกล้่ามเนื้อที่ทำงานโดยคำสั่งทางไฟฟ้า การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สามารถใช้ในการวินิจฉัยภาวะต่างๆ ทางหัวใจเช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

  • Exercise stress test: เป็นการทดสอบการทำงานของหัวใจภายใต้สภาวะการออกกำลังกายที่ระดับต่างๆ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่อาจเกิดขึ้นขณะมีการออกแรง ช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือดได้

 

  • Electrophysiology study: เป็นการตรวจด้วยวิธีพิเศษ โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมกับการสวนหัวใจเพื่อปล่อยคลื่นไฟฟ้ากระตุ้น และเก็บข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมกับการสร้างภาพสามมิติโครงสร้างหัวใจที่สัมพันธ์กับจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปกติ นำไปสู่การใช้พลังงานคลื่นวิทยุเพื่อจี้ทำลายจุดกำเนิดผิดปกติอันเป็นวิธีรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายได้

 

 

ต้นเหตุของโรคหัวใจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้เครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง