รักษาโรคหัวใจตีบด้วยวิธีการผ่าตัด
October 09 / 2015

 

 

รักษาโรคหัวใจตีบด้วยวิธีการผ่าตัด

 

 

     โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่พบมากขึ้น ขณะนี้เป็นโรคที่ทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด ส่วนมากจะเป็นตั้งแต่อายุ 40 ปี ขึ้นไป สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ปัจจัยเสริม ที่ทำให้เกิดโรคนี้มี ดังนี้

  • โรคเบาหวาน

  • โรคความดันโลหิตสูง

  • ไขมันในโลหิตสูง

  • สูบบุหรี่

  • ความเครียด

  • พันธุกรรม

 

 การวินิจฉัยทำได้โดย 

 

  • การตรวจคลื่นหัวใจ (EKG = Electrocardiogram) ซึ่งส่วนมากจะปกติ

  • การวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test)

  • การทำ Echocardiogram (Ultrasound ของหัวใจ)

  • การฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)
    ส่วนมากแพทย์จะทำการตรวจตามขั้นตอนดังกล่าว รวมทั้งการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาล ไขมัน และเอ็กซเรย์ปอด
    การฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) ทำโดยอายุรแพทย์หัวใจ การฉีดสีนี้เพื่อ วินิจฉัยโรคให้แน่นอนว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่และเป็นมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ยังใช้ เป็นแนวทางในการรักษาว่าจะรักษาโรคด้วยวิธีใด เช่น รักษาทางยา การขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angioplasty) หรือการผ่าตัด Coronary Artery Bypass) อันตราย หรืออัตราเสี่ยงในการฉีดสีขณะนี้มี น้อยมาก น้อยกว่าหนึ่งในพันราย และทำได้ทั้งในภาวะปกติ (Elective) หรือฉุกเฉิน (Emergency)

 

 การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด Bypass 


     การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบเหมือนกับการต่อท่อน้ำประปาเมื่อท่อเก่าอุดตัน ศัลยแพทย์จะนำท่อมา ต่อให้ใหม่เมื่อต่อแล้วเลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น ทำให้อาการปวดหน้าอกหายไป ท่อหรือ Bypass ที่ศัลยแพทย์นำมาต่อกับหลอดเลือดหัวใจนั้นนำมาจากตัวของผู้ป่วยเอง มีทั้งหลอดเลือดดำจากขา หลอดเลือดแดงจากผนังหน้าอก หลอดเลือดแดงจากแขน และกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันศัลยแพทย์นิยมใช้ หลอดเลือดแดงมากกว่าหลอดเลือดดำเพราะหลอดเลือดแดงจะทนกว่าหลอดเลือดดำ แต่ถ้าต้องต่อหลายๆ หลอด หรือในรายฉุกเฉิน หลอดเลือดดำก็ยังมีประโยชน์อยู่ ศัลยแพทย์ก็ยังต้องใช้หลอดเลือดดำ แต่น้อยกว่า ในอดีตมาก ในปัจจุบัน การผ่าตัดสามารถทำได้โดยการใช้เครื่องปอด-หัวใจเทียม และไม่ใช้เครื่องปอด- หัวใจเทียม

 

 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 


     ผู้ป่วยควรจะต้องเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต (Life Style) และควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

  • อาหารผู้ป่วยควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกไขมันสูง เช่น เนื้อที่มีมัน, ขาหมู, เนื้อหมูสามชั้น, ไส้กรอก, นม, ครีม และเนยแข็ง เพราะจะทำให้ไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะช่วยเร่งให้การตีบของ หลอดเลือดเป็นเร็วขึ้นและมากขึ้น ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารที่เป็นแป้งหรืออาหารที่มี Fiber มาก เช่น ข้าว, ถั่ว, ผักสด และผลไม้ อาหารจำพวกเนื้อ ควรเป็นเนื้อแดง, ปลา และไก่ เป็นต้น

  • ถ้าผู้ป่วยอ้วน มีน้ำหนักเกินก็ควรลดน้ำหนัก ทานอาหารให้น้อยลง

  • การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ ดีขึ้น และช่วยในการคุมความดัน ลดน้ำหนัก ลดความเครียด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะออกกำลังกายว่าจะออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะออกกำลังกายได้ ประมาณ 30 นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ชนิดของการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว, วิ่งช้าๆ (jogging), ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน, Aerobic, work out หรือเต้นรำ เพื่อสุขภาพ

  • บุหรี่ ผู้ป่วยควรจะงดสูบบุหรี่ ถ้าผู้ป่วยไม่งดสูบบุหรี่ โอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน สูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถ้างดบุหรี่ หลอดเลือดที่นำไปต่อเป็นท่อใหม่ก็จะอยู่ได้นานกว่าผู้ป่วยที่ไม่งดบุหรี่

  • แพทย์ต้องควบคุมโรคอื่นที่ผู้ป่วยมี เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวานและไขมันในเลือดสูง ถ้าผู้ป่วยทานยาลดไขมัน ควรจะตรวจเลือดหาระดับไขมันในเลือด ทุก 3-6 เดือน

  • โรคเบาหวาน ผู้ป่วยควรจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษากับอายุรแพทย์

     ผู้ป่วยต้องมาตรวจร่างกายกับแพทย์เป็นระยะทุก 2-4 เดือน และต้องทานยาที่จำเป็น เช่น Aspirin, Plavix, Ticlid ซึ่งจะช่วยทำให้เกล็ดเลือดทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ โอกาสที่จะเกิดก้อน เลือดในหลอดเลือดหัวใจก็ลดลง ทำให้อันตรายจากกล้ามเนื้อหัวใจตายลดลง หลังผ่าตัดผู้ป่วย ควรวิ่งบนสายพาน (Exercise Stress Test) ปีละ 1 ครั้ง

เมื่อท่านเป็นโรคนี้แล้ว จะทำอย่างไรก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์ก็สามารถที่จะช่วยต่อ ชีวิต และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในระยะยาว อนาคตของผู้ป่วยนั้นขึ้นกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองและยา ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพอยู่ได้นานเป็นสิบๆ ปี เกิน 20 ปี ก็มี

ถ้าผู้ใดมีอาการน่าสงสัย หรือบ่งถึงโรคนี้ควรจะปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรืออายุรแพทย์หัวใจให้เร็วที่สุด และควรจะได้รับการวินิจฉัยทีแน่นอนโดยการฉีดสีเข้าหลอดเลือดหัวใจ เพื่อแพทย์จะได้ให้การรักษาที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ