โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
October 14 / 2015

 

 

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

 

 

     โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งในสตรีวัยเจริญพันธ์ ในช่วงอายุเฉลี่ยประมาณ 25-35 ปี เป็นภาวะที่เยื่อบุมดลูกไปเจริญอยู่ที่บริเวณอื่น ๆ นอกโพรงมดลูก เช่น ภายในกล้ามเนื้อมดลูก (adenomyosis) รังไข่ (endometriotic cyst หรือ Chocolate cyst) อุ้งเชิงกราน ลำไส้ใหญ่ หรืออวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น บริเวณผิวหนัง ปอด เป็นต้น โดยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ คือผู้ที่เริ่มมีระดูตั้งแต่อายุน้อย และมีรอบระดูสั้นกว่าปกติ

 โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่  ทำให้มีความผิดปกติอย่างไรได้บ้าง  


     ความผิดปกติมีได้มากมายหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ ไม่มีอาการใด ๆ จนถึงอาการปวดอย่างรุนแรง จนมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียน การทำงาน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวได้ ซึ่งอาการที่พบได้ในผู้ที่เป็นเยื่อบุมดลูกผิดที่มีดังต่อไปนี้

  1. ปวดประจำเดือน

  2. ปวดท้องน้อยเรื้อรัง

  3. เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

  4. มีบุตรยาก

  5. ประจำเดือนผิดปกติ

  6. ถุงน้ำรังไข่(Chocolate Cyst)

  7. ปัสสาวะ หรือ อุจจาระ  มีเลือดปนตามรอบประจำเดือน

 

 สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 


     ปัจจุบัน  กลไกการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ตามทฤษฎี เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากการไหลย้อนกลับของระดูผ่านท่อนำไข่เข้าไปในช่องท้อง ทำให้มีเลือดระดู และเซลล์เยื่อบุมดลูกไปเจริญผิดที่ในบริเวณต่างๆ ภายนอกโพรงมดลูก ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้น

 

 การวินิจฉัย โรคเยื่อบุมดลูกผิดที่ 


     แพทย์จะทำการซักถามประวัติความเจ็บป่วย รวมทั้งการตรวจร่างกาย ตรวจภายในร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคนี้ นอกจากนี้การส่องกล้องตรวจภายในช่องท้อง(Diagnostic laparoscopy)และตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ถือเป็นมาตรฐานในการวินิจโรคนี้ และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำว่า ผู้ป่วยรายใดที่มีความจำเป็นและเหมาะสมที่จะรับการตรวจรักษาด้วยวิธีนี้ รวมทั้งพิจารณาถึงข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ 

 

 การรักษาโรคเยื่อบุมดลูกผิดที่ 


     การรักษาจะต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ มากมายได้แก่ อายุ ของผู้ป่วย สถานภาพสมรส ความต้องการมีบุตร ความรุนแรงของโรคและผลการรักษาที่เคยได้รับมาก่อน โดยการรักษาอาจจะเป็นการรักษาด้วยยา การผ่าตัดหรือการรักษาร่วมกันทั้งสองวิธีซึ่งในรายละเอียดของการรักษา ท่านสามรถขอรับคำปรึกษากับแพทย์ เพื่อให้คำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านได้