Messenger

โรคฝีดาษลิง (Mpox): จากอาการเริ่มต้นสู่การป้องกัน

July 24 / 2026

ฝีดาษลิง

 

     โรคฝีดาษลิง หรือ Mpox ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยในปัจจุบัน (ปี พ.. 2569) ประเทศไทยพบสถานการณ์การระบาดของสายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มสูงขึ้น

 

ฝีดาษลิงคืออะไร

     ฝีดาษลิง หรือ "ฝีดาษวานร" (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดผื่นตุ่มหนองตามผิวหนังร่วมกับไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และอาการคล้ายไข้หวัด เดิมเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่ปัจจุบันแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดและเพศสัมพันธ์เป็นหลัก

 

ที่มาที่ไป

     เชื้อฝีดาษลิงได้รับการค้นพบครั้งแรกในลิงทดลองเมื่อปี 2501 และพบผู้ป่วยรายแรกที่คองโกในปี 2513 หลังจากนั้นโรคนี้ระบาดอยู่ในแอฟริกากลางและตะวันตกมานานหลายสิบปี โดยผู้ป่วยนอกทวีปแอฟริกามักเชื่อมโยงกับการเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดหรือการสัมผัสสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ

 

วิกฤตที่เคยเกิดขึ้น

     ปี 2565 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อพบผู้ป่วยแพร่กระจายไปทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกาและแปซิฟิกตะวันตก โดยไม่มีประวัติเดินทางจากแอฟริกาหรือสัมผัสสัตว์ป่วยเหมือนในอดีต องค์การอนามัยโลกจึงประกาศให้เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2565

 

สถานการณ์ล่าสุด (กรกฎาคม 2569)

     ล่าสุดในไทยพบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแซงหน้าสายพันธุ์เดิม (Clade II) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวังใกล้ชิด เนื่องจากกำลังระบาดในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น

 

 

ฝีดาษลิง

 

 

คำถามสำคัญที่ควรรู้

Q: อาการฝีดาษลิง เริ่มจากอะไร ?

A: คำตอบคือผู้ป่วยมักจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และมีอาการเด่นที่ช่วยในการวินิจฉัยคือ
ต่อมน้ำเหลืองบวม ฝีดาษลิง ซึ่งมักพบได้บริเวณคอ ขาหนีบ หรือหลังหู

 

Q: ฝีดาษลิง ผื่น หน้าตาเป็นยังไง ?

A: หลังจากมีไข้ประมาณ 1-3 วัน จะเริ่มมีผื่นขึ้นตามใบหน้า ลำตัว แขนขา รวมถึงอวัยวะเพศ

 

Q: ตุ่มแบบไหน เรียกว่าฝีดาษลิง ?

A: ลักษณะจะเริ่มจากผื่นแดงแบนๆ แล้วพัฒนาเป็นตุ่มนูนที่มีน้ำใสอยู่ข้างใน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนองขุ่น ก่อนที่ระยะสุดท้ายตุ่มจะตกสะเก็ดและหลุดลอกออกมาเพื่อให้ผิวใหม่สร้างขึ้นแทนที่ ผู้ป่วยจะสามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าสะเก็ดจะหลุดออกหมด

 

การป้องกันและเฝ้าระวัง

การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแนบชิด ผิวหนังสัมผัสตุ่มหนอง หรือการมีเพศสัมพันธ์ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด

 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนัง
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง
  • หากมีประวัติเสี่ยงหรือมีผื่นตุ่มขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและแยกกักตัวอย่างน้อย 21 วัน