เสียงจากผู้รับบริการ

ผู้ป่วยผ่าตัดปลูกถ่ายไต
“รู้สึกดีมากหลังผ่าตัดแล้วไม่ต้องขับรถหรือลูกต้องพามาฟอกไตอีกแล้ว...ก็เหมือนได้ชีวิตใหม่-เหมือนเป็นคนใหม่เลยครับ”
“...ผมเป็นโรคไต 10 ปีรวมทั้งฟอกไตคือ 11 ปีครึ่ง เป็นทั้งโรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคเกาต์ ความดันจึงได้กินยาพวกแก้ปวดเรื่อยมา ไปตรวจร่างกายประจำปีพบว่าค่าไตสูงขึ้น 1.9 จึงมารักษากับคุณหมอถนอมศักดิ์ อัศวดิลกชัย ที่ รพ.รามคำแหง ได้รับยามาทานแต่ต่อมาอาการแย่ลงก็ได้ประคองตัวมาเรื่อย ๆ และไม่ยอมฟอกไตอยู่เป็นปี จนไม่ไหวก็ได้ตัดสินใจฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 4 ชั่วโมงครับ ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกเปลี่ยนไตซึ่งอาจารย์ถนอมศักดิ์ท่านแนะนำว่าโรงพยาบาลรามคำแหงมีโครงการปลูกถ่ายไตซึ่งได้ลงชื่อไว้กับสภากาชาดไทยด้วย ผมจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้และรออยู่ไม่ถึงปีก็ได้รับแจ้งจากหมอที่ รพ.ในช่วงคืนวันจันทร์ว่าได้รับไตแล้วและให้ผมมารอผ่าตัดที่ รพ.รามคำแหงวันอังคารและผมได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตคืนวันอังคารที่ 24 พ.ค.65 นั้นเลย เพราะได้รับการตรวจเช็คร่างกายล่วงหน้ามาแล้ว จึงได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต คลื่นหัวใจอีกนิดหน่อย ก็ได้รับการผ่าตัดสี่ทุ่มครึ่งใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงก็เสร็จและได้พักอยู่ในโรงพยาบาลครึ่งเดือน...คุณหมอนัดมาตรวจเป็นระยะ ๆ ครับ...รู้สึกดีมากหลังผ่าตัดแล้วไม่ต้องขับรถหรือลูกต้องพามาฟอกไตอีกแล้ว...ก็เหมือนได้ชีวิตใหม่-เหมือนเป็นคนใหม่เลยครับ...”
ผู้ป่วยเนื้องอกต่อมใต้สมอง
ปวดหัวอยู่ประมาณ 3-4 วัน
“ก็ไปหาคุณหมอท่านก็บอกว่าน่าจะเป็นไมเกรนระยะเริ่มต้น ก็ให้ยามาทานแล้วก็ฉีดยา มันไม่หายก็ หมอก็ขอสแกนผลออกมาก็ไม่มีอะไร วันรุ่งขึ้นกินไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว แฟนก็เลยหามกลับไปโรงพยาบาล
คุณหมอก็เอาผล CT มาดูใหม่ แล้วก็เห็นเลยว่ามีอะไรบางอย่างก็โดนแอดมิดไปเลย คุณหมอก็แจ้งกลางดึกอีกวันหนึ่งอาจจะเป็นเนื้องอกนะ
แต่มันอยู่ตรงต่อมใต้สมอง เราก็ถามเรื่องการรักษา หมอบอกง่ายสุดคือผ่าตัดส่องกล้อง เพราะว่าจะได้ไม่ต้องแบบเปิดสมอง พอเอาออกไปแล้วก็คือจบ ตอนนี้ใช้ชีวิตปกติเลยค่ะ เมื่อก่อนเป็นคนป่วยง่าย ตั้งแต่ผ่าตัดก็ไม่ป่วยอีกเลย”
อดีตผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขณะวิ่ง
คุณสมหมาย พรหมสถาพร ให้สัมภาษณ์
"...โรคประจำตัวผมไม่มีครับ ผมเป็นคนชอบวิ่ง ชอบออกกำลังกายครับ ตรวจสุขภาพประจำปี พบคลอเรสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง หลังจากออกกำลังกายและกลับไปตรวจใหม่ปรากฏว่าลง แต่ผมไม่เคยตรวจเกี่ยวกับเรื่องหัวใจ ระหว่างที่ผมวิ่งได้ระยะที่ 19 กิโลเมตร ผมไม่มีอาการเตือนอะไรเลยครับ หายใจได้ปกติ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ภาพดับ ผมจำเหตุการณ์ไม่ได้เลย ตอนคุณหมอทำการฉีดสีตอนทำการผ่าตัดผมรู้สึกตัวแต่ผมจำเหตุการณ์ไม่ได้ครับ ฟื้นมายังตกใจอยู่เลย ผมถามภรรยาว่าเราเข้าเส้นชัยไหม แล้วเสื้อผมหล่ะ แล้วเหรียญผมหล่ะ..."
ผมคิดว่าคงไม่เกิดกับผม เพราะว่าผมผ่าน 21 กิโลเมตร มาหลายรอบและซ้อมตลอด คิดว่าน่าจะวิ่งได้เพราะวิ่งประจำ ผมรู้นะว่าการแข่งขันมันมีความเสี่ยง แต่ผมเต็มใจที่จะวิ่ง กล้าที่จะวิ่ง เลยมองข้างตรงนั้นไปครับ คิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไร ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเราไม่คาดฝันมาก่อนเลยครับ
ผมรู้สึกดีที่รอดมาได้ครับ เพราะเรายังมีครอบครัว มีภรรยาที่รักเราอยู่ พี่น้อง เพื่อน สัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ขอบคุณทีมงานที่ทำให้ผมมีชีวิตฟื้นกลับมาอย่างดี ผมอาจจะใช้ชีวิตเอ็กซ์ตรีมเกินไป แต่ผมไม่กลัวที่จะใช้ชีวิตนะครับ แต่การได้ฟื้นกลับมาผมรู้สึกดี อยากฝากไปถึงคนที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพว่า อยากให้ฟังคุณหมอครับ ออกกำลังการไปทีละสเต็ป อย่าเพิ่งก้าวกระโดด อย่าใช้ชีวิตที่มันเอ็กซ์ตรีมเกินไป ใช้ชีวิตให้พอดีครับ
พญ.ไพลิน พาสพิษณุ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ แพทย์ที่ให้การรักษากล่าวว่า
"...ดูจากกราฟหัวใจ พบว่ามีร่องรอยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อนค่ะ ตอนหมอเจอคนไข้ยังเบลอๆ มึนๆ จำเหตุการณ์ อะไรไม่ได้ อยู่เลยค่ะ ทำ CT Scan สมองไม่เจอ ภาวะเส้นเลือดสมองตีบ ไม่มีเลือดออกในสมอง เลยส่งเอนไซม์ เพื่อดูค่าการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ปรากฏว่าขึ้นประมาณ 1,500 กว่า ซึ่งปกติต้อง ไม่เกิน 45 คุณหมอดูกราฟแล้วน่าจะมีเส้นเลือดหัวใจตีบเดิมอยู่แล้ว เลยทำอัลตร้าซาวด์หัวใจ ปรากฏว่ากล้ามเนื้อหัวใจ ห้องล่างซ้าย บีบตัวไม่ค่อยดีอยู่ที่ประมาณ 53-54 % และ เจอว่าหัวใจ ทางฝั่งซ้าย ค่อนข้างโตกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย จึงได้ ทำการรักษาโดยฉีดสีสวนหัวใจ และพบว่าในผู้ป่วยรายนี้ มีการตีบที่รุนแรง อยู่ 3 จุด ซึ่งจุดที่สำคัญ คือจุดบริเวณขั้วหัวใจ (left main) ตีบเกิน 50% ซึ่งการรักษา สามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ การผ่าตัดบายพาส และอีกวิธีคือ การทำบอลลูนหัวใจใส่ขดลวด (Stent) ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย และความพร้อม ของคนไข้แต่ละคน ว่าวิธีไหนจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งผู้ป่วยรายนี้ และทีมรักษาได้เลือกวิธีทำบอลลูนหัวใจ ใส่ขดลวด ทั้งหมด 3 เส้น ใช้เวลาทั้งหมด ประมาณ 2 ชั่วโมง คนไข้ ตอนนี้อาการสบายดีแล้วค่ะ..."
อาการวูบหมดสติในคนไข้รายนี้ เกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งเกิดจากการวิ่งออกกำลังกายหนัก ทำให้หัวใจเต้นรัว ความดันเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวใจเกิดภาวะบีบตัวแรงส่งเลือดมาเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก ทำให้มีอาการจุกแน่นหน้าอกวูบไป และอาจเสียชีวิตได้หากช่วยไม่ทัน ซึ่งการเสียชีวิตขณะวิ่งส่วนมากเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งพบได้ในนักวิ่งที่อาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันอยู่แต่ไม่รู้ตัว จึงทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เนื่องจากหัวใจต้องการไปเลี้ยงมากขึ้น แต่จู่ๆ หัวใจไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ทำให้หัวใจขาดเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจทำงานไม่ได้ การรักษาในผู้ป่วยรายนี้จึงรีบทำการรักษาโดยการฉีดสีสวนหัวใจ เพื่อดูว่ามีหลอดเลือดบริเวณตำแหน่งไหนตีบ เพื่อที่จะได้ทำแนวทางการแก้ไขและรักษาต่อไป