เสียงจากผู้รับบริการ

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจตีบและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
คุณศักดิ์ชาย ดอกน้ำไม้ ให้สัมภาษณ์
“....ใช้เทคนิคสมัยใหม่ที่เสี่ยงน้อยหน่อยดูจากวิดีโอแล้วปลอดภัยกว่าการผ่าตัดแบบเดิมเยอะ เสร็จแล้วก็พักฟื้นในโรงพยาบาลอีกราวหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับบ้าน...”
ก่อนที่จะเกิดอาการเหนื่อยคุณตาท่านนอนไม่ค่อยหลับ เพราะไปตรากตรำมาทั้งวัน ไปไหนต่อไหนจนไม่ได้พักผ่อน ก็เลยเกิดไม่มีแรง ก็เลยต้องพาไปเข้าโรงพยาบาลโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเหนื่อยจากอะไร แต่เคยบอกว่า คุณหมอที่เคยตรวจแจ้งไว้ว่ามีลิ้นหัวใจรั่วมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้รักษา กินยาเฉพาะในเรื่องของกระดูกทับเส้นที่ต้นคอ โรคลมชัก และต่อมลูกหมากโต แต่ในเรื่องของลิ้นหัวใจ ท่านไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นอะไร เพราะว่ายังทำนู่นทำนี่ได้ปกติ ในช่วงนั้นมีการพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วก็ไปตรากตรำมากก็เลยเกิดอาการเหนื่อยหอบ เเล้วก็หายใจไม่เต็มอิ่ม ก็เลยพาไปเข้าโรงพยาบาลแห่งแรก แต่เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของโควิด-19 ระบาดก็เลยยังไม่สามารถตรวจหาสาเหตุต่างๆ ของอาการเหนื่อยได้ จึงต้องรอไปอีกหลายวัน อาการก็หนักขึ้นเรื่อยๆ คนไข้ก็ไม่ยอมกินอะไร ร่างกายก็ทรุดลงไปเรื่อยๆ และพอดีมีคนแนะนำให้มารักษาที่โรงพยาบาลรามคำแหง ซึ่งเขาเคยมารักษาและมีญาติเคยมาเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ก็เลยติดต่อโรงพยาบาลรามคำแหงให้ส่งรถ Ambulance มารับ โดยนำข้อมูลการตรวจติดไปด้วยเลย ซึ่งคุณหมอมาตรวจแล้วพบว่าท่านมีอาการน้ำท่วมปอดจากหัวใจล้มเหลวสาเหตุในเบื้องต้นเกิดจากลิ้นหัวใจตีบขั้นรุนแรง
อย่างไรก็ตามอาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสาเหตุร่วมอยู่ด้วยก็ได้ จากนั้นอีกสามวันต่อมาเมื่อคุณลุงมีอาการดีขึ้น ก็มาพาคุณลุงไปฉีดสี ก็พบว่าคุณลุงมีหลอดเลือดหัวใจตีบร่วมด้วยจริงๆ จึงแนะนำให้คุณลุงทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ จึงตัดสินใจทำในวันนั้นเลย ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ออกมาพูดคุยได้ตามปกติ ก็ตั้งใจว่าจะพักฟื้นจนดีแล้วค่อยรักษาลิ้นหัวใจตีบ แต่ระหว่างรอนั้นเกิดอาการน้ำท่วมปอดขึ้นมาอีก จึงต้องอยู่รักษาต่อ เลยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เพราะว่าถ้ากลับออกไป ก็จะมีปัญหาลักษณะเดิมอีก
ส่วนเรื่องการผ่าตัดลิ้นหัวใจ คือต้องบอกว่าไม่ใช่เป็นการผ่าตัดใหญ่เลย แต่ใช้วิธีสอดสายนำลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปครอบลิ้นเดิม โดยไม่ต้องเอาลิ้นเดิมออก คือใช้เทคนิคสมัยใหม่ที่เสี่ยงน้อยหน่อยดูจากวิดีโอแล้วปลอดภัยกว่าการผ่าตัดแบบเดิมเยอะ เสร็จแล้วก็พักฟื้นในโรงพยาบาลอีกราวหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับบ้าน ปรากฏว่าระหว่างรอกลับบ้านท่านมีอาการหน้ามืดจะเป็นลมโชคดีที่เกิดขึ้นขณะอยู่ใน CCU ตรวจพบว่าหัวใจเต้นช้ามาก คุณหมอบัญชาจึงแนะนำให้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจโดยด่วน หลังจากใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วท่านก็รู้สึกตัวดีสามารถพูดและยิ้มได้ ผมก็เลยโล่งอกครับหลังจากนั้นก็พักฟื้นในโรงพยาบาลอีกราวอาทิตย์หนึ่งก็กลับบ้าน และคุณหมอนัดว่าอีกหนึ่งเดือนให้มาตรวจติดตามผลการรักษา ปรากฏว่าในช่วงก่อนมาตรวจ ท่านก็บอกว่ามีอาการวูบวาบอยู่เรื่อย ซึ่งพอถึงวันนัดก็เลยได้รับการตรวจจากคุณหมอบัญชา และคุณหมอได้ให้ติดเครื่อง Holter ติดตัวไว้ 2 วัน เพื่อวัดการเต้นของหัวใจ ผลปรากฏว่าท่านมีหัวใจเต้นผิดปกติทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาการนี้อาจทำให้เกิดหัวใจวายเฉียบพลันได้ คุณหมอก็เลยให้ยามาทาน หลังทานยาก็ไม่มีอาการดังกล่าวอีกเลย ตอนนี้ก็ยังทานยาต่อเนื่องอยู่และไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ
คนไข้ภาวะ MIS-C หรือที่เรียกว่าโรคภาวะอักเสบทั่วร่างกายในเด็ก
สัมภาษณ์คุณนิษธิดา สุขประเสริฐ คุณแม่ของผู้ป่วย
“...ลูกมีอาเจียนค่อนข้างเยอะ แค่กินน้ำ หรือให้กินยาก็อาเจียนออกมาหมด ทีแรกคุณหมอคิดว่าน่าจะเป็นเพราะติดเชื้อ แต่เมื่อคุณหมอกับคุณพยาบาลได้ทราบว่าก่อนหน้านี้น้องฌานเพิ่งจะหายป่วยจากติดเชื้อโควิดมาได้ราว 2-3 อาทิตย์ เลยทำให้คุณหมอสะดุดขึ้นมาเพราะโรคที่ตามมาหลังจากเป็นโควิดน่าจะมีอาการไข้สูง แต่เหตุใดหนูน้อยรายนี้มีไข้ต่ำ ๆ และมีอาการเด่นชัดว่าเป็นปัญหาจากระบบทางเดินอาหาร คุณหมอก็เลยยังไม่ทิ้งประเด็นค่ะ แล้วก็ขอเจาะเลือดไปตรวจให้แน่ชัดว่าติดเชื้อตัวไหนอย่างไรโดยจะใช้เวลาวัน 2 วันค่ะ...แต่เมื่อเห็นทีท่าอาการของลูกแล้วคุณหมอบอกว่าอยากให้แอดมิดที่โรงพยาบาลค่ะ ก็เลยได้เข้าไปที่วอร์ดเด็กแล้วก็เห็นว่าน้องเขาตัวเหลืองแบบเห็นได้ชัดเลย...หัวใจก็เต้นเร็วขึ้น และรู้สึกตัวช้าลง น้อยลง คุณหมอจึงตัดสินใจให้ไป ICU ดีกว่าแม้ว่าเหมือนจะยังไม่ถึง 15 นาทีเลยค่ะ พอเข้าไปได้ไม่ถึง 20 นาทีคุณหมอ ICU เด็กก็มาขอคุยด้วยพร้อมกันกับคุณหมอเจ้าของไข้ค่ะ เพราะได้ค่าบางตัวออกมาบ้างแล้วและค่อนข้างหนักค่ะ คุณหมอก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะรักษาไอ้ตัวที่มันหนัก ๆ ออกไปก่อนเช่นพวกที่เกี่ยวกับการอักเสบของหัวใจ ซึ่งคุณหมอต้องให้ยาช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น พร้อมกับให้ยาต้านการอักเสบไปด้วย...”
พญ.ธาริตา จารุชนะพงศ์ธร แพทย์ผู้ชำนาญการเวชบำบัดวิกฤตเด็ก และนพ.พีรธัช โชคมั่งมีพิศาล แพทย์ผู้ชำนาญการโรคสมองและระบบประสาทในเด็ก แพทย์ที่ให้การรักษากล่าวว่า "สรุปก็คือคนไข้มีโรคประจำตัวที่เพิ่งจะมาตรวจพบที่โรงพยาบาลรามคำแหงหลังจากที่เราช่วยมาทั้งหมดแล้ว โดยที่โรคประจำตัวของเขาคือเป็น G6PD deficienc"
ประสบการณ์การรักษาจากผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง
ตาขวาพร่ามัวมองไม่ค่อยเห็นและ ปวดหัวแบบจี๊ด ๆ แล้วลามมาปวดที่ขมับขวาอยู่อย่างนั้น ซึ่งเวลาไหนที่ปวดมากก็ทำเอาเจ้าตัวถึงกับน้ำตาก็จะไหล...
“คุณกุลภัสสร์” บุตรสาวของ “คุณหวัง เตโช” โดยได้ให้ข้อมูลว่า “...เขากินยาพวกความดันอยู่แล้ว แต่ก่อนผ่าตัดราว 1-2 อาทิตย์เกิดอาการปวดหัวมาก...ปวดจนไม่ได้นอนเพราะถ้านอนไปแล้วก็จะปวด-ปวดจนนอนไม่หลับ ลูก ๆ เลยคิดว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้วเพราะแม่ได้นอนเลยถึงได้พาไปโรงพยาบาลแล้วได้เข้าเครื่อง MRI ก็เจอก้อนเนื้องอก ทำให้มาคิดกันว่าเราจะพาแม่ไปผ่าที่ไหนดี ก็เลยค้นหาข้อมูลจากเน็ตก็เจอว่าโรงพยาบาลรามคำแหงมีชื่อเสียงเรื่องรักษาเนื้องอก ก็เลยสรุปว่างั้นเราเลือกไปที่โรงพยาบาลรามคำแหงโดยไปหาคุณหมอนภสินธุ์ เถกิงเดช แม่จึงได้เข้าเครื่องสแกนสมอง MRI อีกรอบแล้วหมอก็บอกว่ามีก้อนเนื้อขนาดประมาณ 2.5 เซนติเมตรอยู่ด้านหลังตาขวาตรงช่องระหว่างสมองซึ่งผ่าตัดได้ แต่แม่ก็คิดอยู่ว่ากลัวจะไม่ฟื้น คือไม่อยากผ่าเพราะกลัวตายนั่นละ หมอก็บอกว่าเคยเจอกรณีที่ยากกว่านี้ ขออย่าได้กังวล...ก็ให้กำลังใจคนไข้ค่ะ แม่ได้นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลรามคำแหง 1 อาทิตย์ค่ะ และได้เข้ารับการตรวจสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอีกรอบหนึ่ง และหลังจากที่คุณหมอพิจารณาผลการสแกนแล้วก็ได้บอกเราว่าอีก 2 ปีค่อยมาเจอกัน...ประทับใจอาจารย์หมอเพราะพอผ่าตัดเสร็จตอนกลางคืนก็โทรมาบอกเราตอนเที่ยงคืนนั้นเลย ดึกขนาดนั้นก็ยัง โทรมาหามาบอกเราว่าปลอดภัยดีนะ คุณแม่เขาโอเคหมอผ่าตัดเรียบร้อย เพราะรู้ว่าเราเป็นห่วงเพราะแม่เองก็กังวลกลัวว่าจะไม่ฟื้น เลยพลอยให้ลูก ๆ ห่วงกันไปด้วย แต่มันก็น่ากลัว ผ่าสมองก็ต้องกลัวกันทั้งนั้น...แต่อาจารย์ก็บอกว่าไม่ต้องกลัว คิดไม่ผิดเลยที่ค้นข้อมูลแล้วเจอคุณหมอนภสินธุ์คนนี้ละค่ะ...นอกนั้นก็พาแม่ไปหาหมอปนัดดาเพื่อจะได้ดูเกี่ยวกับเบาหวาน ความดันโลหิต และแม่ก็เป็นหัวใจโตด้วยก็ให้เขาดูแลหมดทุกอย่าง คือต้องพามาหาหมอทุก 2-3 เดือนค่ะ...”