Messenger

ตรวจเชื้อ H.pylori (Helicobacter Pylori) ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

May 20 / 2026

ตรวจ Helicobacter Pylori

 

 

     

     การดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารอย่างตรงจุดเริ่มต้นด้วยการ "รู้เท่าทัน" เชื้อเอชไพโลไร (H. Pylori) แบคทีเรียร้ายที่อาจซ่อนตัวอยู่ในร่างกายโดยที่คุณไม่รู้ตัว หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังอาจลุกลามสู่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด

 

เช็กสัญญาณเตือน กระเพาะอาหารของคุณกำลังถูกคุกคามหรือไม่?

  • ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่เป็น ๆ หาย ๆ
  • ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกอิ่มไวผิดปกติ
  • เรอบ่อย มีลมในกระเพาะอาหารมาก
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือแสบร้อนบริเวณหน้าอก
  • กรณีรุนแรง อาจถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปนเรื้อรัง

 

 

 

ตรวจ Helicobacter Pylori

 

 

รู้จัก ‘เอชไพโลไร’ (H. Pylori) วายร้ายที่ทนทานต่อกรด

เชื้อเอชไพโลไร มีลักษณะเป็นรูปเกลียวและมีขนเปียประมาณ 4-7 อัน ช่วยในการเคลื่อนที่เข้าสู่ชั้นเมือกที่ปกคลุมผนังกระเพาะอาหาร

 

  • ความพิเศษที่น่ากลัว: เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในสภาวะกรดจัดของกระเพาะอาหารได้ โดยผลิตเอนไซม์ ยูรีเอส (Urease) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างรอบตัว ทำให้มันสามารถไชเข้าไปทำลายผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้โดยตรง
  • ผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด: นอกจากแผลในกระเพาะอาหารแล้ว เชื้อนี้ยังสัมพันธ์กับภาวะ โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ (ITP) อีกด้วย หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์ผนังกระเพาะอาจเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็น มะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Adenocarcinoma) หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร (MALT lymphoma)

 

เราได้รับเชื้อได้อย่างไร?

     การแพร่กระจายหลักเกิดขึ้นจาก "คนสู่คน" ผ่านทางน้ำลาย อุจจาระ หรือการรับประทานอาหารและน้ำที่มีการปนเปื้อน การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกสะอาด เช่น ผักดิบ อาหารทะเลดิบ การดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และการร่วมโต๊ะอาหารโดยไม่ใช้ช้อนกลาง

 

 

โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคแผลในกระเพาะอาหาร

 

 

การวินิจฉัยเพื่อการรักษาที่แม่นยำ

สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

 

1.  การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (EGD)

     เพื่อสืบหาแผลหรือร่องรอยของการอักเสบบนเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร โดยแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่เกิดโรคด้วยวิธี Rapid Urease Test (RUT) เพื่อส่งตรวจหาเชื้อทางพยาธิวิทยา

 

2.  Urea breath test (UBT)

     หรือการตรวจผ่านลมหายใจ แพทย์จะให้ผู้เข้ารับการตรวจรับประทานยูเรียแคปซูล รอสังเกตการณ์ 20 นาทีและให้เป่าลมใส่ถุงเพื่อส่งตรวจ หากในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยมีเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) เชื้อนี้จะผลิตเอนไซม์ยูรีเอส ก่อนเปลี่ยนยูเรียให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซแอมโมเนีย โดยร่างกายจะขับก๊าซออกทางลมหายใจ วิธีนี้สามารถทำได้ทั้งการตรวจหาเชื้อและการตรวจยืนยันถึงผลสำเร็จของการรักษา

 

3.  การตรวจอุจจาระ

     Stool H. Pylori Antigen Test คือการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ การตรวจชนิดนี้มีความไวและความจำเพาะสูงประมาณ 95.97 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงใกล้เคียงกับการตรวจ urea breath test แต่อาจยุ่งยากในการเก็บอุจจาระ

 

 

โรคแผลในกระเพาะอาหาร

 

 

การรักษาและการดูแลอย่างถูกวิธี

     หากตรวจพบเชื้อ แพทย์จะใช้สูตรยาผสมระหว่าง ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) ร่วมกับ ยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิด (เช่น Amoxicillin, Clarithromycin) ต่อเนื่องประมาณ 10-14 วัน ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคค ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน และควรตรวจยืนยันผลหลังการรักษาเสร็จสิ้นอย่างน้อย 4 สัปดาห์

 

การป้องกันเพื่อสุขภาพทางเดินอาหารที่ยั่งยืน

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเสมอ ก่อนเตรียมอาหารหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • ไม่รับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อเอชไพโลไร
  • แยกใช้ช้อนส้อมหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ใช้ช้อนกลางเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหาร
  • รักษาความสะอาดของภาชนะและอุปกรณ์ในครัวเรือนอยู่เสมอ