Messenger

"ไซโคลสปอรา" (Cyclospora) ปรสิตจิ๋วก่อท้องร่วงในผักสลัดและน้ำดื่ม

July 16 / 2026

โรคไซโคลสปอรา

 

     ในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานข่าวการระบาดของเชื้อปรสิตชนิดหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยพบผู้ติดเชื้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 3,300 รายในรัฐเดียว และมีแนวโน้มแพร่กระจายในหลายพื้นที่ ต้นตอสำคัญมักแฝงตัวมากับ "ผักสลัด" และ "ผักสด" ที่เราเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาลรามคำแหงปรารถนาให้ทุกท่านเท่าทันโรคไซโคลสปอเรียซิส (Cyclosporiasis) เพื่อการดูแลตนเองและคนใกล้ชิดที่รักได้อย่างถูกต้องในทุกที่ทั่วโลก

 

โรคไซโคลสปอเรียซิส

     โรคไซโคลสปอเรียซิส (Cyclosporiasis) เกิดจากการติดเชื้อปรสิตที่มีชื่อว่า Cyclospora cayetanensis ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กจิ๋วที่ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เชื้อชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อปรสิตนี้อยู่ โดยเฉพาะในผักผลไม้สดที่ใช้กระบวนการปลูกหรือล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด นอกจากนี้เชื้อชนิดนี้ยังมีแนวโน้มพบบ่อยโซนเขตร้อนชื้นและเขตกึ่งร้อน เช่น อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย แอฟริกา

 

 

โรคไซโคลสปอรา

 

 

นอกเหนือจากนี้เรายังมีโอกาสได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนผ่านกิจกรรม เช่น ขณะว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ (ทั้งจากสระว่ายน้ำ บึง ทะเลสาบ) การนำน้ำที่เปื้อนเชื้อหรือปุ๋ยชีวภาพที่มีส่วนผสมจากอุจจาระมาใช้ในการเกษตร ก็เป็นผลส่งทอดให้เกิด ‘ผลผลิตที่รวมเชื้อ’  นี้ไว้

 

สังเกตสัญญาณเตือน อาการแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อ?

โดยปกติแล้ว หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาการสำคัญที่คุณควรหมั่นสังเกตมีดังนี้

 

  • ท้องเสียเป็นน้ำอย่างรุนแรง: ถ่ายบ่อยผิดปกติและมักมีลักษณะเป็นน้ำ
  • ถ่ายพุ่ง: ในบางรายอาจมีอาการถ่ายพุ่งอย่างรุนแรงจนควบคุมได้ยาก
  • ปวดบิดเกร็งในท้อง: มีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือมีก๊าซในทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น
  • คลื่นไส้และอาเจียน: รู้สึกพะอืดพะอม ไม่สบายท้อง
  • สูญเสียความอยากอาหาร: จนส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
  • อ่อนเพลียเรื้อรัง: รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรง บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ และปวดเมื่อยตามตัวคล้ายเป็นไข้หวัดร่วมด้วย

 

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจลุกลามและคงอยู่นานนับเดือน หรืออาจดูเหมือนจะหายดีแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้อีก (Relapse) ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะ ขาดน้ำและเกลือแร่ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

 

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง?

     ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีโอกาสติดเชื้อได้ แต่กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ หากผู้ใดชื่นชอบการรับประทานผักสดหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น ผักสลัดเบลนด์ ผักกาดหอม ใบโหระพา ผักชี ราสเบอร์รี่ ควรใส่ใจล้างทำความสะอาดมากเป็นพิเศษ

 

 

 

โรคไซโคลสปอรา

 

การดูแลและแนวทางการป้องกัน

เนื่องจากปรสิตชนิดนี้ค่อนข้างทนทานต่อสารฆ่าเชื้อทั่วไปอย่างคลอรีน การล้างผักด้วยวิธีปกติจึงอาจไม่เพียงพอ ทางโรงพยาบาลจึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยที่ดี ดังนี้

 

  • ยึดหลัก "สุกร้อนสะอาด": ปรุงอาหารด้วยความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยทำลายเชื้อ
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ: โดยเฉพาะก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังจากใช้ห้องน้ำ 
  • ใส่ใจแหล่งน้ำ: ไม่ดื่มน้ำที่ไม่ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพความสะอาดที่ได้มาตรฐาน
  • ดูแลสุขอนามัยในครัว: หมั่นทำความสะอาดพื้นที่เตรียมอาหารและตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ

 

หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการ ท้องเสียเรื้อรังนานเกิน 3 วัน หรือมีอาการรุนแรงตามที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด และเพื่อให้แพทย์เลือกการรักษาและการดูแลที่เหมาะสมที่สุดแม้ในช่วงเวลาวิกฤต