Messenger

ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี (Chronic pelvic pain)

April 10 / 2026

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง

 

 

 

ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี

     ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี (Chronic pelvic pain) คืออาการปวดท้องน้อยที่เกิดจากอวัยวะในอุ้งเชิงกราน นานเกิน 6 เดือน(อวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้แก่ ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย และ กล้ามเนื้อ) อาการปวดอาจต่อเนื่อง เป็นพัก ๆ หรือ เป็น ๆ หาย ๆ บางครั้งอาจสัมพันธ์กับรอบประจำเดือน มื้ออาหาร การปัสสาวะ หรือเพศสัมพันธ์

 

 

ความสำคัญของภาวะนี้ในระยะยาวอาจนำไปสู่ความวิตกกังวล หวาดกลัว ความเครียด ซึ่งส่งผลต่อการทำงาน การเรียน ครอบครัวและการดำเนินชีวิตประจำวันได้ จึงมีความสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัย และดูแลรักษาอย่างถูกวิธีโดยสหสาขาวิชาชีพ

 

 

 

 

สาเหตุภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี ?

1. อวัยวะภายใน (Visceral etiology)

  • โรคทางนรีเวช ได้แก่ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ก้อนเนื้องอกที่ปีกมดลูก การติดเชื้ออักเสบในอุ้งเชิงกราน เนื้องอกมดลูก พังผืดในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
  • โรคทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ลำไส้อักเสบ มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ เป็นต้น
  • โรคทางระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนทางเดินปัสสาวะ กลุ่มอาการโรคปวดกระเพาะปัสสาวะ

 

2. ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Neuromusculoskeletal)

  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) 
  • อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง 
  • โรคที่เกิดจากการทรงท่าที่ผิด (Postural syndrome) 
  • กลุ่มอาการปวดผนังหน้าท้อง (Abdominal wall syndrome)

 

3. ภาวะจิตสังคม (Psychosocial)

  • การถูกล่วงละเมิดทางร่างกาย อารมณ์ หรือทางเพศ
  • ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล 
  • ภาวะโซมาติก (Somatic symptom disorder)
  • โรคที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด

 

 

ความชุกของภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรีประมาณ 20%-60%4-7 มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ในสตรี 1,016รายพบว่า สาเหตุเกิดจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) 70% โรคประสาทปัสสาวะ (Bladder Pain Syndrome) 61% และพบทั้งสองภาวะร่วมกันถึง 48%8  บางรายงานพบภาวะลำไส้แปรปรวนได้ 38.5%9

 

 

 

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง

 

 

การวินิจฉัยสาเหตุของภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี

     เนื่องจากเป็นภาวะที่อาจพบสาเหตุหลายอย่างร่วมกันได้ จึงเป็นความยากที่จะให้การวินิจฉัยในครั้งแรก ผูัป่วยควรมาติดตามสม่ำเสมอ ดังนั้นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการส่งตรวจจึงมีความสำคัญ รวมถึงการรักษาโดยทีมสหวิชาชีพร่วมกัน

     

ประวัติที่สำคัญที่ผู้ป่วยควรบันทึกมา

  • ตำแหน่งปวด ระยะเวลาเริ่มปวด
  • สิ่งกระตุ้นอาการปวด และสิ่งบรรเทาอาการปวด
  • อาการปวดร้าวตำแหน่งอื่น มีความสัมพันธ์กับรอบเดือน
  • การมีเพศสัมพันธ์
  • มื้ออาหาร การขับถ่าย
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การออกแรง ท่าทาง เช่น ยกของ ออกกำลังกาย การทำงาน

     

สัญญานอันตรายที่ควรรีบมาพบแพทย์

  • มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ 
  • เลือดออกผิดปกติในสตรีอายุเกิน 40 ปี 
  • มีเลือดออกหรือเริ่มปวดหลังวัยหมดประจำเดือน
  • มีภาวะน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือลำไส้
  • มีเลือดออกทางทวารหนัก หรือมีปัสสาวะเป็นเลือด

 

สิ่งที่แพทย์จะตรวจและพิจารณา

การตรวจภายใน และส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการเบื้องต้น ได้แก่

 

  • การตรวจปัสสาวะ (Urine analysis)
  • การตรวจหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STI)
  • การเก็บเนื้อเยื่อส่งตรวจ
  • การทำอัลตร้าซาวด์ หรือเอกซเรย์ ช่องท้องล่าง
  • การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
  • การส่องกล้องลำไส้ (Colonoscope)
  • การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะ (Cystoscope)
  • การส่องกล้องวินิจฉัยช่องท้อง (Diagnostic laparoscope)

 

 

 

ปวดท้องน้อยเรื้อรัง

 

 

การรักษาภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังในสตรี

เป้าหมายของการรักษาคือ การบรรเทาอาการปวด ให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังอาจเกิดจากหลายปัจจัย ดังนั้นการรักษาจึงมีหลายวิธี

 

  • การให้ยาแก้ปวด
  • การทำกายภาพบำบัด
  • การผ่าตัด (Laparoscopic adhesiolysis)
  • การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT: Cognitive Behavioral Therapy)
  • การบำบัดทางเพศ (Sex therapy)

 

หากปวดรุนแรงเป็นเวลานาน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพียงคิดว่าเป็นภาวะปกติของผู้หญิง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการรักษา การรักษาขึ้นอยู่กับแพทย์วินิจฉัย

 

เอกสารอ้างอิง

  • Chronic Pelvic Pain: ACOG Practice Bulletin, Number 218. Obstet Gynecol. 2020. Mar;135(3):e98-e109
  • Engeler DS, Baranowski AP, Dinis-Oliveira P, Elneil S, Hughes J, Messelink EJ, van   Ophoven A, Williams AC., European Association of Urology. The 2013 EAU guidelines on chronic pelvic pain: is management of chronic pelvic pain a habit, a philosophy, or a science? 10 years of development. Eur Urol. 2013 Sep;64(3):431-9. [PubMed]
  • Potts JM, Payne CK. Urologic chronic pelvic pain. Pain. 2012 Apr;153(4):755- 758. [PubMed]
  • Learman LA, Gregorich SE, Schembri M, Jacoby A, Jackson RA, Kuppermann M. Symptom resolution after hysterectomy and alternative treatments for chronic pelvic pain: does depression make a difference? Am J Obstet Gynecol 2011;204:269.e1–9. (Level II-2)
  • Williams RE, Hartmann KE, Sandler RS, Miller WC, Savitz LA, Steege JF. Recognition and treatment of irritable bowel syndrome among women with chronic pelvic pain. Am J Obstet Gynecol. 2005;192:761–7. (Level II-3)
  • Cheng C, Rosamilia A, Healey M. Diagnosis of interstitial cystitis/bladder pain syndrome in women with chronic pelvic pain: a prospective observational study. Int Urogynecol J 2012;23:1361–6. (LevelII-3)
  • Montenegro ML, Mateus-Vasconcelos EC, Rosa e Silva JC, Nogueira AA, Dos Reis FJ, Poli Neto OB. Importance of pelvic muscle tenderness evaluation in women with chronic pelvic pain. Pain Med 2010;11:224–8. (Level II-3)
  • Tirlapur SA, Kuhrt K, Chaliha C, Ball E, Meads C, Khan KS. The ’evil twin syndrome’ in chronic pelvic pain: a systematic review of prevalence studies of bladder pain syndrome and endometriosis. Int J Surg 2013;11:233–7.
  • Zondervan KT, Yudkin PL, Vessey MP, et al. Chronic pelvic pain in the community—symptoms, investigations, and diagnoses. Am J Obstet Gynecol. 2001;184(6):1149-1155.doi:10.1067/mob.2001.112904