
รู้จัก 'ไตรกลีเซอไรด์'
ไตรกลีเซอไรด์คือไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายได้รับจากอาหารประเภทไขมันโดยตรง หรือ ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โดยพลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และสะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีอันตรายอย่างไร
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
- เกิดปื้นเหลืองที่ผิวหนัง เป็นเม็ดพุพอง หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดมากกว่า1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- อาจรุนแรงถึงขั้นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
- ตับโต ม้ามโต


ปัจจัยที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
- รับประทานอาหารที่มีไขมันปริมาณมาก
- รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการจึงนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณมาก
- มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
- มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต
- มีการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาฮอร์โมน ยาสเตียรอยด์
- พันธุกรรม
- ไม่ออกกำลังกาย



การวินิจฉัยโรคไตรกลีเซอไรด์สูง
โดยปกติร่างกายขจัดไตรกลีเซอไรด์ออกจากเลือดเข้าสู่เซลล์ได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานอาหาร คนทั่วไปจึงมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดประมาณ 50-150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ถ้าทำการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์หลังจากงดอาหารแล้วไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งพบว่ามีค่าสูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าร่างกายมีปัญหาในการขจัดไตรกลีเซอไรด์
การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุม ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
- หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ อาหารทอด แกงกะทิ ขนมอบหรือเบเกอรี่ ฟาสต์ฟู้ด ขนมทอดกรอบ
- ลดปริมาณอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ขนมหวาน ไอศกรีม
- ควบคุมการรับประทานอาหารประเภทข้าว-แป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว สาคู เผือก มัน ข้าวโพด รวมทั้ง ผลไม้รสหวาน เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
- ลดน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 25-30 นาที 3-5 วัน ต่อสัปดาห์



ไตรกลีเซอไรด์ที่มากเกินไปจนทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้