
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder : OAB) เป็นภาวะตอบสนองของกระเพาะปัสสาวะที่เร็วกว่าปรกติ ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อย ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยตลอดวันและคืน ไม่ว่าจะดื่มน้ำในปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม ทำให้เกิดความรำคาญ ขาดความมั่นใจ วิตกกังวล รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบได้ตั้งแต่ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานช่วงอายุ 30-40 ปี และพบมากในผู้สูงวัยช่วงอายุตั้ง 50 ปีขึ้นไป
ปัจจัยเสี่ยงของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
ปัจจุบันยังระบุสาเหตุไม่ได้แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน เช่น
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ทำให้กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- เส้นประสาทได้รับความเสียหาย การทำงานระหว่างสมองและกระเพาะปัสสาวะเกิดความผิดพลาด เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่าง ๆ
- การใช้ยา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน จะขัดขวางการทำงานของสมอง ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะล้น อีกทั้งยาขับปัสสาวะและเครื่องดื่มคาเฟอีนจะทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็มเร็วและเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดได้
- การติดเชื้อ การติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะอาจส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าว ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวโดยไม่สามารถควบคุมได้
- น้ำหนักเกิน ร่างกายของผู้ที่มีน้ำหนักมากจะมีการกดทับบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดภาวะปัสสาวะราด
- การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในวัยหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกายอาจส่งผลต่อความต้องการที่จะปัสสาวะอย่างเร่งด่วน

อาการของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ ดังนี้
- ปัสสาวะอย่างเร่งรีบ รู้สึกปวดปัสสาวะอย่างกะทันหันและไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้นาน
- ปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อนหรือปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน
- ปัสสาวะราดหรือมีปัสสาวะเล็ดเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โดยผู้ที่มีภาวะนี้จะตื่นมาปัสสาวะอย่างน้อย 2 ครั้งต่อคืน
การรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
การรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินที่ได้ผลดีที่สุด จำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น
- งดหรือลดเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
- ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ดื่มมากเกินไป
- งดหรือลดปริมาณน้ำดื่มในช่วงเวลา 3-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
- ปัสสาวะซ้ำ 2 ครั้งเพื่อให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะน้อยที่สุด
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากพบอุบัติการณ์ณ์ที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้
- การรักษาด้วยยารับประทาน เพื่อลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ
- การใช้โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เข้ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยยาจะให้ผลการรักษาประมาณ 5-9 เดือน จากนั้นอาจต้องเข้าพบแพทย์เพื่อใช้ซ้ำหากจำเป็น วิธีนี้สามารถพิจารณาในผู้ป่วยที่ทานยาไม่ได้ผล หรือต้องการลดผลข้างเคียงจากการใช้ยารับประทาน
- การปรับสมดุลระบบประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะ (Neuromodulation) ด้วยการฝังเข็มหรือแผ่นแปะเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า หรือการผ่าตัดฝังอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับมาทำงานเป็นปกติ
- การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะ เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ เพื่อช่วยให้กระเพาะปัสสาวะสามารถกักเก็บปัสสาวะได้ดีขึ้นและลดความดันในกระเพาะปัสสาวะลง
แก้ไข
19/09/2565