Messenger

ไตวายเฉียบพลัน VS ไตเสื่อมเรื้อรัง แม้ไม่ตายไวแต่ชีวิตไม่เหมือนเดิม

May 14 / 2026

โรคไต

 

 

     หลายคนคงรู้จักว่า ‘ไต’ คือ อวัยวะภายในที่ช่วยขับของเสียของร่างกาย แต่น้อยคนจะทราบว่าแท้จริงแล้ว ไตยังมีหน้าที่ควบคุมน้ำ รักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย รวมถึงยังมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ จึงไม่แปลกที่เมื่อไตเกิดความปกติ ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายหลายส่วน ดังนั้นหมอเฉพาะทางโรคไตของโรงพยาบาลรามคำแหงมีความเห็นว่าควรหันมาเริ่มดูแลสุขภาพไตเพื่อช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ของไตเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อการป้องกันไตวายขั้นสุดท้าย ซึ่งต้องรักษาโดยการล้างไตไปตลอดชีวิต

 

 

'ไต' เป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วเหลือง วางอยู่บริเวณกลางหลังด้านซ้ายและขวาข้างละ 1 อัน โดยไตทั้ง 2 ด้านทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองชนิดพิเศษสำหรับดำรงชีวิต นอกจากไตมีหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะอย่างที่เราทราบกันดีแล้ว ไตยังมีหน้าที่สำคัญอื่นอีกหลายอย่าง

 

 

 

 

ไตวาย

 

 

'ไต' มีหน้าที่อะไรบ้าง

  • ขับของเสีย จากการเผาผลาญอาหารกลุ่มโปรตีนออกจากร่างกาย ของเสียจะอยู่ในรูปของ ยูเรีย ครีอะตินีน กรดยูริก และสารประกอบไนโตรเจนอื่น ไตยังช่วยกลั่นกรองน้ำ เกลือแร่และสารเคมีส่วนเกินรวมถึงเลือดปริมาณ​กว่า 200 หน่วยต่อวัน
  • ควบคุมความดันโลหิต สร้างเอนไซม์ 'เรนิน' เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้คงที่
  • รักษาสมดุลของน้ำและเกลือ รวมถึงภาวะความเป็นกรด-ด่างในเลือดในร่างกาย หากไตทำงานได้ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งทำให้อวัยวะในร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ
  • ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดง ผลิตฮอร์โมน 'อีริโทรโพอิติน (Erythropoietin)' ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ รวมถึงช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะโลหิตจาง
  • กระตุ้นการทำงานของวิตามินดี

     ไตกระตุ้นการทำงานของวิตามินดี เมื่อร่างกายมีวิตามินดีที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายแล้ว ก็จะสามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม ฟอสฟอรัส ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้กระดูกมีความแข็งแรง

 

 

ไตวาย

 

 

ไตวายเรื้อรัง VS ไตวายเฉียบพลัน

     ไตวายเรื้อรังกับไตวายเฉียบพลันแตกต่างกันตรงที่อาการของภาวะไตวายเฉียบพลันจะเกิดขึ้นภายในชั่วโมง วัน หรือสัปดาห์ แต่เมื่อเป็นแล้วสามารถรักษาให้หายได้หากรักษาทันเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรรีบเข้าพบหมอเฉพาะทางโรคไตในทันทีที่มีอาการเพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธีและทันท่วงที

 

 

 

 

ข้อแนะนำจากแพทย์

     ขณะเดียวกันอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังจะค่อย ๆ แย่ลงตามลำดับเพราะไตจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง หมอเฉพาะทางโรคไตบอกว่า ผู้ป่วยมักไม่ทันสังเกตอาการจนเมื่อความผิดปกติเริ่มเด่นชัด หรือเมื่อไตทำงานได้น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยภาวะไตเรื้อรังนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และอาจนำไปสู่ภาวะไตวาย

 

 

การรักษาอาจทำได้ด้วยการบำบัดทดแทนไตเพื่อประคับประคองอาการด้วยการฟอกเลือดหรือล้างหน้าท้อง รวมถึงวิธีการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการรักษาในรูปแบบอื่น ๆ

 

 

 

 

โรคไตวาย

 

 

ระยะของโรคไตเรื้อรัง

ระยะของโรคไตเรื้อรังหมอเฉพาะทางโรคไต ได้แบ่งออกได้เป็น 5 ระยะตามอัตราการกรอง หรือค่า GFR (Glomerular Filtration Rate) ซึ่งวัดจากปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที (มล./นาที/1.73 ตร.ม.)

 

  • ระยะที่ 1 ค่า GFR 90 หรือมากกว่า เริ่มมีภาวะไตทำงานผิดปกติ พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะแต่อัตราการกรองยังเป็นปกติ
  • ระยะที่ 2 ค่า GFR 60-89 เป็นโรคไตเรื้อรังในระยะเริ่มต้น หมอเฉพาะทางโรคไตจะพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และอัตราการกรองลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ระยะที่ 3 ค่า GFR 30-59 อัตราการกรองลดลงปานกลางถึงมาก
  • ระยะที่ 4 ค่า GFR 15-29 อัตราการกรองลดลงค่อนข้างมาก
  • ระยะที่ 5 ค่า GFR น้อยกว่า 15 เป็นภาวะไตวายระยะสุดท้าย

 

 

โรคไต

 

 

การดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคไต

การดูแลให้ไตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นการช่วยลดและชะลอความเสื่อมตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้ โดยหมอเฉพาะทางโรคไต มีแนวทางในการปฏิบัติตนต่าง ๆ ดังนี้

 

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือรวมประมาณ 1.5-2 ลิตร
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สุก สะอาด ไม่ผ่านการแปรรูป
  • ลดการรับประทานอาหารรสเค็ม และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีการปนเปื้อน
  • รับประทานยาในขนาดที่เหมาะสม ภายใต้การควบคุมดูแลของหมอเฉพาะทางโรคไต
  • หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดข้อ สมุนไพรบางชนิด
  • งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
  • ดูแลควบคุมโรคประจำตัวให้ดี อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ และโรคนิ่วในไต
  • ตรวจสุขภาพประจำทุกปี