
แผลเบาหวานเป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบมากในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะแผลเรื้อรังที่เท้า จากการศึกษาพบว่า ในผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด จะมีผู้ที่มีแผลเบาหวานที่เท้าร่วมด้วยถึง 19-34% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนจึงควรหมั่นใส่ใจสุขภาพ ดูแลไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งก็ถือเป็นวิธีการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยลดความเสี่ยงที่ต้องสูญเสียอวัยวะได้อีกทาง
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่เท้าเกิดจากอะไร
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานที่เท้า สามารถเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้
1. ภาวะปลายประสาทเสื่อม
โรคนี้มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ และทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดอาการชา ไร้ความรู้สึกบริเวณปลายมือหรือปลายเท้า ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงมักไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล ปล่อยให้มีการอักเสบติดเชื้อ แผลจึงหายยาก
2. โรคหลอดเลือดอักเสบ
โรคหลอดเลือดอักเสบหรือภาวะหลอดเลือดตีบแข็งจนเกิดการอุดตันส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ตามปกติ ทำให้สมานแผลในผู้ป่วยเบาหวานเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณปลายนิ้วเท้าหรือส้นเท้า
3. เนื้อเยื่ออักเสบ
เนื้อเยื่ออักเสบเป็นอีกสาเหตุนอกจากผลกระทบจากภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง โดยแผลบริเวณเท้ามักเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้อักเสบลุกลาม ซึ่งหากรักษาไม่ได้ อาจนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะอย่างถาวรได้

อาการของโรคเบาหวานที่เท้าเป็นอย่างไร
ระยะแรกเมื่อเกิดแผลหรือก่อนเกิดแผล
- มักมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณเท้า โดยส่วนใหญ่มักมีอาการเฉพาะในตอนกลางคืน
- มีอาการชาตามเท้าทั้งสองข้าง ก่อนลุกลามไปที่มืออย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในรายที่รุนแรง
- รายที่มีอาการรุนแรงอาจรู้สึกปวดแปลบทั้งวัน ร่วมกับอาการบวม แดงร้อนที่เท้า สีผิวเริ่มซีดคล้ำ
- มีอาการชาจนไม่รู้สึกถึงสัมผัสหรืออุณหภูมิ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดินหรือทรงตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
อันตรายของแผลเบาหวาน
ส่วนใหญ่แผลในผู้ป่วยเบาหวานมักเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น จากของมีคม การสะดุดล้ม หรือเกิดการกระทบกระแทก เมื่อเกิดแผลจึงหายยากและช้ากว่าคนปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่าง ๆ ดังนี้
- แผลเรื้อรังรักษายาก ระดับน้ำตาลที่ไม่สูงกว่าปกติทำให้หลอดเลือดแดงตีบ แผลจึงหายช้าและรักษายาก เพราะขาดเลือดไปเลี้ยง
- ติดเชื้อแทรกซ้อน แผลที่เท้ามักมีการติดเชื้อร่วมด้วยและอักเสบลุกลามจนทำให้เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นมีกลิ่น
- ปลายประสาทเสื่อม ส่วนใหญ่จะรู้สึกชา ไร้ความรู้สึกแม้เกิดบาดแผล
- เท้าผิดรูป มักเกิดร่วมกับอาการบวม แดง และร้อนที่เท้า ผิวแห้งหนาผิดปกติหรือมีก้อนนูนขึ้นมากดเนื้อเยื่อข้างใต้ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดเฉพาะที่จนทำให้เนื้อเยื่อตาย
- ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม ประสาทที่ควบคุมต่อมไขมันและต่อมเหงื่อเสื่อม ผิวหนังจะแห้งแตกง่ายและมีเหงื่อออกน้อย เชื้อโรคจึงเข้าไปตามรอยแตกได้ เป็นบาดแผลและมีการลุกลามง่ายขึ้น
- มีความเสี่ยงสูญเสียอวัยวะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามอายุที่มาก แผลสมานช้าและอักเสบลุกลาม เมื่อไม่สามารถรักษาได้ แพทย์อาจต้องอวัยวะส่วนนั้น
หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดเนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการทำลายโปรตีนในเนื้อเยื่อ

ตรวจเบาหวานกับเรา
ดูแลแผลเบาหวานอย่างไรไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
- ดูแลทำความสะอาดแผล ล้างแผลด้วยน้ำสบู่หรือน้ำเกลือ เช็ดบาดแผลวันละ 2-4 ครั้งให้แห้งสนิท
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทานผลไม้ อาหารทะเลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแทน เช่น ข้าวกล้อง โดยจัดแบ่งทานเป็นมื้อเล็กหลายมื้อ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และร่างกายสามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้ได้มากยิ่งขึ้น
- การใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาล เพื่อผลการรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ป่วยควรทานยาตามที่แพทย์จัดไว้อย่างเสมอ
- หมั่นคอยสังเกตบาดแผล หากมีน้ำเหลือง ควรใช้ผ้าก๊อซปิดซับหนองออกจากแผลให้หมด เพื่อป้องกันการอักเสบติดเชื้อรุนแรงและควรเข้าพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
- ดูแลแผลกดทับ ทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือและปิดแผลให้แห้งสนิทด้วยผ้าปิดแผลปลอดเชื้อเท่านั้น
รู้ก่อน ลดโอกาสด้วยการตรวจโรคเบาหวาน
รู้ก่อนลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ด้วย Diabetic care package เพื่อให้คุณได้หายห่วง หากรู้เท่าทันก็สามารถรักษาได้ทันกาล ภายใต้การดูแลของเหล่าแพทย์เฉพาะด้านโรคเบาหวานและบุคลากรการแพทย์ที่พร้อมช่วยเหลือให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง