
แม้ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคหลอดหัวใจตีบผ่านสายสวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังพบปัญหาระหว่างที่รักษา หินปูนที่เกาะหลอดเลือดคือหนึ่งปัญหานั้น ปัจจุบันการแพทย์ได้พัฒนานวัตกรรมสลายหินปูนในหลอดเลือด (IVL: Intra Vascular Lithotripsy) ซึ่งช่วยให้การรักษาผ่านไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
IVL: IntraVascular Lithotripsy
IVL: IntraVascular Lithotripsy เป็นการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน โดยส่งคลื่นเสียงผ่านบอลลูนไปยังบริเวณที่มีความแข็งหรือมีแรงต้านในหลอดเลือดมาก เช่น หินปูน วัตถุที่ได้รับตกกระทบจะแตกเป็นชิ้นเล็กโดยไม่กระทบเนื้อเยื่อข้างเคียง การรักษานี้จึงทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นขึ้นและสามารถส่งต่อการรักษาด้วยขดลวดได้สะดวก

กรณีใดบ้างที่ใช้การรักษาด้วยเทคโนโลยี IVL
- กรณีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เกิดจากหินปูนหนา สามารถสลายหินปูนในชั้นลึก ทั้งยังลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยบอลลูนแรงดันสูง ทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เคยใส่ขดลวดแล้ว แต่ไม่สามารถขยายหลอดเลือดได้เต็มที่เนื่องจากหินปูนหนา
- กรณีที่หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบจากหินปูนหนา โดยเฉพาะบริเวณสำคัญที่ใช้ลำเลียงเลือดไปยังร่างกายส่วนล่าง เช่น iliofemoral, femoropopliteal, infrapopliteal
- กรณีผู้ป่วยขาเจ็บเรื้อรัง ใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดเลือดเรื้อรังที่คุกคามแขนขา (Rutherford class 4-6) ซึ่งมีคราบหินปูนสะสมอย่างรุนแรง
- กรณีต้องเตรียมหลอดเลือดให้พร้อมสำหรับการรักษาอื่น โดยเฉพาะหลอดเลือดบริเวณหลัก เช่น หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนท้อง (Abdominal aorta) ส่วนโค้งของเอออร์ตา (aortic arch) เพื่อเอื้อความสะดวกให้การรักษาในขั้นตอนต่อไป เช่น การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVR) การซ่อมแซมหลอดเลือดโป่งพอง (EVAR, TEVAR)
ข้อดีของ IVL
- สามารถแก้ปัญหาหินปูนที่เกาะในชั้นลึกของหลอดเลือดได้
- ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยบอลลูนแรงดันสูง
- ช่วยส่งผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวก รวมถึงลดโอกาสเกิดหลอดเลือดตีบตันซ้ำ
- ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและลดเวลาพักฟื้น (นอนโรงพยาบาล 1-2 วัน)

การดูแลหลังการรักษาด้วยเครื่อง IVL
การดูแลในช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล (พักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน)
- นอนราบและไม่งอขาข้างที่ทำหัตถการประมาณ 6-10 ชั่วโมง
- สังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผล เช่น เลือดออก ปวดบวมแดงร้อน ชาหรือซีดเย็นบริเวณแผล หากมีอาการ ผู้ป่วยสามารถแจ้งแพทย์และพยาบาลได้ทันที
- ค่อย ๆ ลุกนั่งหรือยืน หลีกเลี่ยงการไอหรือเบ่งถ่ายแรง ๆ
- ดื่มน้ำมาก ๆ (ประมาณ 1-1.5 ลิตร) เพื่อช่วยขับสารทึบรังสีออกทางปัสสาวะ
- รับประทานอาหารได้ตามปกติ หากไม่มีข้อจำกัดทางด้านอาหารตามแผนการรักษาของแพทย์
การดูแลหลังกลับบ้าน
- ป้องกันแผลจากการโดนน้ำราว 3 วัน หากโดนน้ำ ให้เช็ดด้วยเบตาดีน
- งดออกกำลังกายหรือยกของหนัก 1- 2 สัปดาห์แรก
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัมประมาณ 1 เดือน
- เข้าพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- เข้าพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อตรวจและติดตามผล