นพ. ธนวิศว์ จำเนียรกาล
จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

‘ลูกฝันร้าย’ เป็นเรื่องที่นานครั้งจะเกิดขึ้นในทุกบ้าน ฝันมักเกิดในตอนที่เรานอนหลับ ในที่ ๆ มืดสนิท ฝันนั้นเหมือนจริงมากจนน่าตกใจ ชวนให้เด็กผวา ร้องไห้ในความมืด ก่อนที่ทุกอย่างจะสลายไปพร้อมไฟในห้องที่เปิดสว่าง โดยที่คนทั้งบ้าน ‘ไม่ได้นอน’ นั่นเองคือฝันร้ายของทุกคน
‘วันนอนหลับโลก’ ตรงกับวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมในทุกปี หากลองมัดรวมวิทยาศาสตร์กับเรื่องความเชื่อไว้ด้วยกัน เราอาจเห็นรหัสลับที่เชื่อมโยงมนุษย์เรามาเนิ่นนาน เดือนมีนาแทนราศีมีน ซึ่งเป็นเจ้าแห่งจินตนาการ ความเพ้อฝัน และการหลีกหนีความจริง เนปจูน (♆) เป็นดาวที่อยู่คู่ประจำตัว โดยสัญลักษณ์ตรีศูลของเนปจูนก็ช่างคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์แทนศาสตร์ด้านจิตวิทยา (Ψ) เข้าโดยบังเอิญ
ราวกับจะบอกเราว่าโลกแห่งความฝันและจิตใจของเราทุกคนนั้นกว้างใหญ่และลึกลับดั่งมหาสมุทร
ขณะที่ร่างกายหลับใหล สมองส่วนอารมณ์ที่เรียกว่า ‘อะมิกดาล่า’ (Amygdala) อาจทำงานมากเกินไปจนสร้างภาพจำลองที่น่าตกใจขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงหลับฝันที่เรียกว่า REM Sleep (Rapid Eye Movement) ซึ่งมักเกิดในช่วงครึ่งหลังของคืน ฝันนั้นดูสมจริงจนเด็กตื่นกลัวและจดจำฝันนั้นชัดเจนจนฝังใจ

สำหรับเด็กเล็ก ฝันร้ายมักเกิดจากจินตนาการที่ยังแยกแยะความจริงได้ยาก บางครั้งอาจมาจากการดูหนังหรืออ่านนิทานน่ากลัวก่อนนอน ส่วนในวัยรุ่น มักมีปัจจัยเรื่องความเครียดสะสมหรือประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตร่วมด้วย ความกลัวของพวกเขานั้นไม่ได้มีเพียงความกว้างใหญ่ที่เวิ้งว้าง แต่ยังรวมถึงความดิ่งลึกและความมืดมิดที่ชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว
บางครั้งลูกอาจมีอาการ "ฝันผวา" (Night Terrors) ซึ่งต่างจากฝันร้าย เพราะมักเกิดในช่วงหลับลึกต้นคืน ลูกอาจกรีดร้องแต่ยังไม่ตื่น และมักจำเหตุการณ์ไม่ได้เมื่อตื่นเช้า

เรามักมองว่าความมืดคือสัญลักษณ์ของฝันร้ายหรือสิ่งชั่วร้าย แต่ในทางสรีรวิทยา “ความมืดนั้นช่างงดงาม” และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต
ฝันร้ายนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน เด็กกลัวการเข้านอน อ่อนเพลียในกลางวัน และฝันร้ายในกลางคืน บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของ ‘โรคฝันร้าย’ หน้าที่ของจิตแพทย์เด็ก โรงพยาบาลรามคำแหงนั้นจึงเปรียบเสมือนผู้ช่วยจุดประกายไฟในใจเด็กให้ส่องไสวในความมืด แม้แสงนั้นจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
เรามักถูกสอนให้กลัวความมืด และรอคอยเพียงแสงสว่าง... แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมว่า 'หมู่ดาวที่พร่างพราว' จะปรากฏกายให้เห็นได้สวยที่สุด ก็ต่อเมื่อท้องฟ้ามืดสนิทเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้สิ่งใดคือ ‘อ้อมกอดรักของพ่อแม่’ เพื่อให้ลูกของเรานั้นอยู่ในความมืดได้อย่างสวยงาม บางทีเราอาจไม่ได้กลัวความมืด แต่การอยู่อย่างโดดเดี่ยวอาจเป็นสิ่งที่เราทุกคนนึกกลัว ทว่าหากในความมืดนั้น มีคนคอยอยู่เคียงข้างล่ะ “ความมืดมิดนั้นอาจงดงาม” เหมือนในเพลงที่เรานึกฝันทั้งยามหลับและยามตื่น
จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น