Messenger

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: การวินิจฉัยและทางเลือกการรักษา

April 10 / 2026

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษา

 

 

การตรวจวินิจฉัยจะมีทิศทางคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้

1. การสอบถามประวัติและอาการ

     การสอบถามประวัติจะทำให้เราได้ข้อมูลคร่าว ๆ ในการวินิจฉัย ลักษณะ ตำแหน่ง ระยะเวลาของอาการ กิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงลักษณะการใช้ชีวิต โรคประจำตัว ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในการพิจารณาทางเลือกการรักษาทั้งสิ้น เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยในแต่ละราย

 

2. การตรวจร่างกาย

     การตรวจร่างกายจะเป็นการยืนยันการสอบถามประวัติอีกครั้งหนึ่งว่าผู้ป่วยมีปัญหาที่ทำให้แพทย์สงสัยเรื่องของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือไม่ โดยในการตรวจจะมีการตรวจกระตุ้นให้เกิดอาการ (straight leg raising test), การทดสอบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ, การตรวจหาตำแหน่งของอาการชาเป็นต้น เพื่อตีกรอบตำแหน่งของปัญหาที่จะสามารถเกิดขึ้นได้

 

3. การส่งตรวจทางรังสี

  • การส่งตรวจในลักษณะนี้ที่พบได้บ่อย ๆ คือการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) ซึ่งการทำ MRI (หรือที่เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเข้าอุโมงค์) จะทำให้แพทย์เห็นตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่มีปัญหา รวมถึงตำแหน่งการกดทับของรากประสาทอย่างชัดเจน นำไปสู่การวางแผนในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • อีกการตรวจหนึ่งที่อาจมีที่ใช้บ้างคือการทำ X-ray computer หรือที่ศัพท์ทางการคือ CT scan การทำ CT Scan มีข้อดีอย่างมากในการที่เราจะเห็นส่วนที่เป็นกระดูกอย่างชัดเจน ทำให้การวางแผนของแพทย์ในการผ่าตัดกรณีซับซ้อนหรือเป็นการผ่าตัดแก้ไขทำได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยส่วนมากมักต้องทำร่วมกับ MRI
  • การทำ X-ray ธรรมดา (Plain radiograph) ก็ยังเป็นการตรวจที่มีที่ใช้อยู่ เนื่องจากการทำ X-ray ธรรมดานั้นมีข้อได้เปรียบตรงที่แพทย์สามารถให้คนไข้ก้ม-เงย ได้ในขณะตรวจ ซึ่งจะเป็นการทำให้แพทย์สามารถประเมินปัญหากระดูกสันหลังไม่มั่นคง (spinal instability) ได้ชัดเจนกว่าวิธีอื่น นำไปสู่การแนะนำทางเลือกในการรักษาที่แตกต่างกัน

 

4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (ESI: Epidural steroid injection, SNRB: Selective nerve root block)

     วิธีนี้ถือว่าเป็นทั้งวิธีในการวินิจฉัยและเป็นวิธีรักษา ส่วนมากแพทย์จะใช้ในกรณีที่ทำ MRI แล้วผลออกมาก้ำกึ่ง ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งของจุดที่เป็นปัญหาได้ชัดเจน โดยแพทย์จะทำการสอดเข็มโดยใช้ระบบ X-ray ในห้องผ่าตัด (Fluoroscope, C-arm) ช่วยนำร่องเพื่อให้เข็มอยู่ในตำแหน่งที่สงสัย เพื่อที่จะฉีดยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบของบริเวณนั้นลง ถ้าหากอาการของผู้ป่วยดีขึ้นหลังจากฉีดยา แพทย์ก็จะสามารถยืนยันได้ทันทีว่าจุดนั้นคือจุดที่ทำให้เกิดอาการ นำไปสู่การรักษาขั้นถัดไป แต่ในกรณีที่ฉีดแล้วอาการไม่ดีขึ้นแสดงว่าตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิดอาการ นำไปสู่การหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอื่น ๆ


 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษา
 

 

 

โดยทั่วไปเป้าหมายในการรักษาแบ่งเป็น 2 ประการใหญ่ ๆ ประการแรกคือการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งสามารถใช้ได้ดีในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่ได้มีการกดทับรากประสาทชัดเจน อาการปวดที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบและการระคายเคือง ซึ่งวิธีก็เช่น

 

 

1. การทานยาเพื่อลดการอักเสบ

     การทานยาในกลุ่ม Gabapentin, Pregabalin จะบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของรากประสาทลงได้ ร่วมกับการให้ยาลดอาการอักเสบในกลุ่ม NSAID จะทำให้อาการปวดที่เกิดจากอาการอักเสบเบาลง โดยปกติการอักเสบจะคงอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้มีการกระตุ้นด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ซ้ำ อาการก็จะเบาลงได้เอง

 

2. การทำกายภาพ

  • การกายภาพที่สามารถพบได้บ่อย ๆ คือการดึงหลัง (Pelvic traction) การดึงหลังจะทำให้เส้นเอ็นที่ขึงอยู่ทางด้านหลังของหมอนรองกระดูก (posterior longitudinal ligament) ตึงตัว ในกรณีที่หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นออกมาไม่มากนัก จะสามารถดันให้กลับเข้าที่ได้ ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย, หมอนรองกระดูกส่วนที่ปลิ้นขนาดเล็ก และยังไม่มีการเสื่อม-ทรุดตัวของหมอนรองกระดูก
  • การทำกายภาพอื่น ๆ เช่น การใช้ shock wave, ultrasound, etc. ก็สามารถทำร่วมกันได้เช่นกันเพื่อผลในการลดอาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลังอันเนื่องมาจากการอักเสบของหมอนรองกระดูก และรากประสาท

 

3. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (ESI: Epidural steroid injection, SNRB: Selective nerve root block)

  • อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าวิธีนี้สามารถใช้เพื่อเป็นการรักษาได้เช่นกัน โดยจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แต่หมอนรองกระดูกยังไม่ได้มีการกดทับเส้นประสาทมากนัก ทางแพทย์ก็สามารถใช้วิธีนี้เพื่อบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้างคือจากการวิจัยผลของสเตียรอยด์ที่มีต่อเส้นประสาทจะทำให้เส้นประสาทเกิดการฝ่อตัวลงได้เมื่อมีการใช้ซ้ำ ๆ ดังนั้นโดยส่วนมากแพทย์มักจะแนะนำให้ใช้วิธีนี้เพียงแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น หากอาการกลับมาอีกควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้วิธีการรักษาที่ต้นเหตุแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการฝ่อตัวของรากประสาท

 

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษา


ข้อบ่งชี้ที่ควรเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ประการที่ 2 คือการรักษาที่ต้นเหตุคือนำส่วนที่กดทับและก่อให้เกิดการอักเสบออก หรือก็คือการผ่าตัดนั่นเอง โดยปกติการผ่าตัดมีข้อบ่งชี้คือ

 

  • มีการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง (cauda equina syndrome) ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเพื่อนำส่วนกดทับออกภายใน 48 ชั่วโมง หรือเร็วที่สุดที่จะทำได้เพื่อผลการรักษาที่ดี
  • อาการอ่อนแรง หรืออาการชาเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ (progressive neurological deficit)
  • มีอาการอ่อนแรงอย่างรุนแรง
  • อาการปวดรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการทานยา และกายภาพ
  • อาการคงอยู่มากกว่า 6 สัปดาห์

 

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษา

 

การผ่าตัดเพื่อรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

     หากผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แพทย์ผู้ทำการรักษาจะนำข้อมูลทุกอย่างมาประเมินเพื่อเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดกับคนผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด วิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในปัจจุบัน มีวิธีหลัก ๆ ดังนี้

 

1.  Nucleoplasty & Annuloplasty

  • ใช้ในผู้ป่วยที่มีผนังของหมอนรองกระดูกแตก, ไส้ในของหมอนรองกระดูกยังไม่ได้มีการทะลักออกมามาก แต่ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณด้านหลังของหมอนรองกระดูก ซึ่งคนไข้มักมาด้วยอาการปวดหลังจากการระคายเคืองเส้นประสาทที่เลี้ยงผนังหมอนรองกระดูกเป็นหลัก (discogenic back pain) วิธีการทำคือใช้เข็มสอดเข้าไปจนถึงส่วนของหมอนรองกระดูกที่แตกและมีการอักเสบ โดยใช้ระบบ X-ray ในห้องผ่าตัด (Fluoroscope, C-arm) ช่วยนำร่องเพื่อให้เข็มอยู่ในตำแหน่งที่เป็นปัญหา หลังจากนั้นใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (radiofrequency) หรือเลเซอร์ เพื่อสลายเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบ และทำลายเส้นประสาทที่เลี้ยงผนังหมอนรองกระดูก (sinuvertebral nerve) ส่วนที่ทำให้เกิดอาการ ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังลงได้

 

2. Endoscopic discectomy (การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป)

  • วิธีนี้เป็นวิธีที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานในปัจจุบันแทนที่การใช้ microscope โดย ณ ปัจจุบันด้วยวิธีนี้สามารถที่จะจัดการกับหมอนรองกระดูกส่วนที่ปลิ้นกดทับรากประสาทออกได้แทบทุกแบบ ขึ้นกับความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์โดยวิธีนี้มี 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ

    • Full-endoscopic discectomy (เป็นวิธีการรักษาหลักที่ใช้ในโรงพยาบาลรามคำแหง) ซึ่งจะเป็นการลงแผล 1 ซม. แผลเดียวแล้วทำการสอดกล้องเข้าไปมอง และสอดเครื่องมือผ่านตัวกล้องเพื่อคีบหมอนรองกระดูกส่วนที่มีปัญห

    • Unilateral Biportal Endoscopic discectomy วิธีนี้จะลงแผลทั้งหมด 2 แผล โดยแผลหนึ่งจะเป็นแผลที่สอดกล้องเข้าไปมอง ส่วนอีกแผลหนึ่งจะเป็นแผลที่สอดเครื่องมือเข้าไปทำงานในแบบเดียวกัน

 

  • ทั้ง 2 วิธีไม่มีความแตกต่างกันในแง่ของผลการรักษา และจากการวิจัยผล ณ ปัจจุบันผลของการรักษาด้วยวิธีนี้สามารถเทียบเคียง หรือในบางงานวิจัยดีกว่าการผ่าตัดโดยใช้กล้อง microscope ข้อเสียของวิธีนี้คือ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะต้องมีความชำนาญในการใช้กล้องซึ่งใช้ทักษะที่แตกต่างกันกับการผ่าตัดแบบปกติ และเครื่องมือของกล้อง endoscope ยังไม่ได้มีในทุกโรงพยาบาลทำให้ในหลายโรงพยาบาลยังไม่สามารถใช้วิธีนี้เป็นทางเลือกในการรักษาได้

  • ในอดีตการผ่าตัดโดยใช้กล้อง endoscope เคยถูกจำกัดอยู่แค่การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่ในปัจจุบันด้วยเครื่องมือ และความสามารถของศัลยแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ทำให้แพทย์สามารถใช้ endoscope ในการจัดการปัญหาอื่น ๆ ได้อีกมาก เช่น ช่องไขสันหลังตีบ, หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท-ไขสันหลัง, กระดูกสันหลังไม่มั่นคงที่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมข้อ, รวมถึงการผ่าตัดแก้ไขในจุดที่มีปัญหาซ้ำหลังจากที่เคยมีการผ่าตัดมาแล้ว เป็นต้น

 

3. Microscopic discectomy

     วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยใช้กล้อง microscope เพื่อขยายพื้นที่ในการผ่าตัดทำให้ศัลยแพทย์เห็นบริเวณที่มีปัญหาได้ชัดเจน รวมถึงลดขนาดแผลจากการผ่าตัดเปิดแบบปกติลงได้ ข้อดีของวิธีนี้คือได้ผลการรักษาที่ดี และสามารถทำได้แทบทุกโรงพยาบาล ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องทำการยึดกระดูกสันหลังและเชื่อมข้อ ก็สามารถทำได้เช่นกัน
 

4.  Conventional open surgery

     ปัจจุบันบทบาทของการผ่าตัดเปิดแบบปกติสำหรับการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทลดน้อยลงเป็นอย่างมาก การผ่าตัดในลักษณะนี้ จะพิจารณาใช้ในกรณีที่เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการผ่าตัดเดิม, มีปัญหาอื่น ๆ ของกระดูกสันหลังร่วมด้วยหลายจุด เป็นต้น

 

 

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษา


 

ผลของการรักษาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ให้ผลการรักษาที่ดี อยู่ที่ 90% ขึ้นไป ณ ปัจจุบัน โอกาสที่จะผ่าตัดแล้วเดินไม่ได้หรือเป็นอัมพาตแบบที่ผู้ป่วยโดยมากกังวลมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำมาก ๆ จึงไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

 

บททิ้งท้าย

     ในกรณีที่เกิดปัญหาแล้วไม่ได้รับการรักษา ถ้าอาการไม่มาก ไม่ทับเส้นประสาทรุนแรง อาการอาจเบาลงได้จากการอักเสบที่ลดลง แต่ถ้าในกรณีที่การทับรุนแรง การไม่รับการรักษาอาจก่อให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร เดินได้ลำบาก, เส้นประสาทเสียหายถาวรทำให้เกิดอาการชาตลอดเวลาแม้เข้ารับการรักษาในภายหลัง หรือมีอาการปวดเรื้อรังได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขา หรือมีอาการชาหรืออ่อนแรง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

 

หากมีอาการปวดหลังร้าวลงขา หรือมีอาการชา อ่อนแรง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง