PARNWAD MUNJIT, M.D.
Gastroenterology and Hepotology

การดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารอย่างตรงจุดเริ่มต้นด้วยการ "รู้เท่าทัน" เชื้อเอชไพโลไร (H. Pylori) แบคทีเรียร้ายที่อาจซ่อนตัวอยู่ในร่างกายโดยที่คุณไม่รู้ตัว หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังอาจลุกลามสู่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด

เชื้อเอชไพโลไร มีลักษณะเป็นรูปเกลียวและมีขนเปียประมาณ 4-7 อัน ช่วยในการเคลื่อนที่เข้าสู่ชั้นเมือกที่ปกคลุมผนังกระเพาะอาหาร
การแพร่กระจายหลักเกิดขึ้นจาก "คนสู่คน" ผ่านทางน้ำลาย อุจจาระ หรือการรับประทานอาหารและน้ำที่มีการปนเปื้อน การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกสะอาด เช่น ผักดิบ อาหารทะเลดิบ การดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และการร่วมโต๊ะอาหารโดยไม่ใช้ช้อนกลาง


สามารถทำได้หลายวิธี เช่น
เพื่อสืบหาแผลหรือร่องรอยของการอักเสบบนเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร โดยแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่เกิดโรคด้วยวิธี Rapid Urease Test (RUT) เพื่อส่งตรวจหาเชื้อทางพยาธิวิทยา
หรือการตรวจผ่านลมหายใจ แพทย์จะให้ผู้เข้ารับการตรวจรับประทานยูเรียแคปซูล รอสังเกตการณ์ 20 นาทีและให้เป่าลมใส่ถุงเพื่อส่งตรวจ หากในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยมีเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) เชื้อนี้จะผลิตเอนไซม์ยูรีเอส ก่อนเปลี่ยนยูเรียให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซแอมโมเนีย โดยร่างกายจะขับก๊าซออกทางลมหายใจ วิธีนี้สามารถทำได้ทั้งการตรวจหาเชื้อและการตรวจยืนยันถึงผลสำเร็จของการรักษา
Stool H. Pylori Antigen Test คือการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ การตรวจชนิดนี้มีความไวและความจำเพาะสูงประมาณ 95.97 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงใกล้เคียงกับการตรวจ urea breath test แต่อาจยุ่งยากในการเก็บอุจจาระ

หากตรวจพบเชื้อ แพทย์จะใช้สูตรยาผสมระหว่าง ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) ร่วมกับ ยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิด (เช่น Amoxicillin, Clarithromycin) ต่อเนื่องประมาณ 10-14 วัน ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคค ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน และควรตรวจยืนยันผลหลังการรักษาเสร็จสิ้นอย่างน้อย 4 สัปดาห์