
โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเป็นภาวะที่มักเริ่มต้นจากอาการเบื้องต้นที่อาจถูกมองข้าม เช่น ความเจ็บปวดขณะปัสสาวะหรืออาการปัสสาวะบ่อยครั้ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรง ทั้งการติดเชื้อที่รุนแรงหรือการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ การตระหนักรู้และสังเกตสัญญาณจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคให้ราบรื่นไปด้วยดี
โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Stones) เกิดจากภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะบ่อยจนกลายเป็นตะกอนนิ่ว โดยพบเป็นก้อนของสาร แร่ธาตุที่ตกตะกอนหรือตกผลึกตั้งแต่ขนาดเล็กมากจนถึงขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ทั้งยังปรากฏเป็นก้อนแข็งหรือนุ่มก็ได้เช่นกัน

สาเหตุการเกิดโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะโดยทั่วไปสามารถเกิดได้ 2 แบบ ได้แก่
- นิ่วจากไตหรือท่อไตที่หลุดลงมาสะสม จนเพิ่มขนาดในกระเพาะปัสสาวะ
- นิ่วที่เกิดในกระเพาะปัสสาวะเอง ซึ่งเกิดจากการขับถ่ายปัสสาวะออกไม่หมด เช่น มีภาวะต่อมลูกหมากโตกีดขวางทางเดินปัสสาวะ ท่อปัสสาวะตีบตัน กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ ทำให้มีน้ำปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ นานวันเข้าจึงเกิดตะกอนตกค้างแล้วค่อย ๆ โตขึ้นเป็นก้อนนิ่ว
อาการของโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการแสดง แพทย์มักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการเอกซเรย์ช่องท้องจากโรคอื่น ๆ เช่น ปวดท้องหรือปวดหลัง ส่วนในรายที่แสดงอาการ จะมีอาการที่พบได้บ่อยคือ
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาจร่วมกับปวดหลังเรื้อรัง
- ปัสสาวะผิดปกติหรือมีอาการขัด (เนื่องจากก้อนนิ่วลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ) ทำให้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะลำบากปวดแสบปวดร้อน
- ผู้ป่วยบางรายอาจปัสสาวะออกเป็นเลือดหรือมีสีน้ำล้างเนื้อ บางรายอาจปัสสาวะเป็นก้อนนิ่วหรือเม็ดกรวดทรายเล็ก ๆ หรือปัสสาวะขุ่นขาวเหมือนมีผงแป้งปนอยู่
- หากก้อนนิ่วตกลงไปอุดกั้นท่อปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยมาก ปัสสาวะไม่ออก และมีปัสสาวะคั่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ทำให้มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปัสสาวะแสบปวดร้อน มีไข้

การรักษาโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
แนวทางในการรักษาโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
1. การเอานิ่วออก
ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กมาก แพทย์อาจเริ่มจากการแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายขับนิ่วออกมาเองตามธรรมชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วการเอานิ่วออกสามารถทำได้ 3 วิธีดังต่อไปนี้ คือ
- การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ (Cystolitholapaxy)
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy : ESWL)
- การผ่าตัด
2. การรักษาที่สาเหตุของโรค
เนื่องจากการเอานิ่วออกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุของการเกิดโรคอาจทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นนิ่วซ้ำได้อีก ซึ่งการรักษาที่สาเหตุนี้ยกตัวอย่าง เช่น
- หากนิ่วเกิดปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ แพทย์ต้องตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดถึงสาเหตุของการคั่งค้างควบคู่กับรักษาไปพร้อมกัน เช่น ผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยวิธีใช้วิธีส่องกล้องกรณีที่เกิดจากต่อมลูกหมากโตหรือทำการขยายท่อปัสสาวะในกรณีที่มีการตีบตัน
- หากนิ่วเกิดจากการที่กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ เช่น บีบตัวไม่ดี ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องสวนปัสสาวะทิ้งเป็นครั้งคราว (Intermittent catheterization)
แก้ไข
19/09/2565