นพ. พนิต ทักขิญเสถียร
กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อมีการตรวจพบสายพันธุ์ย่อยใหม่ที่ชื่อว่า NB.1.8.1 หรือ “โควิดนิมบัส” ซึ่งกำลังระบาดเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และประเทศไทย บทความนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง
NB.1.8.1 หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "นิมบัส" (Nimbus) เป็นสายพันธุ์ย่อยในตระกูลโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม JN.1 โดยพบสายพันธุ์นี้ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2568 และได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็น สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring - VUM) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568
ลักษณะเด่นของ NB.1.8.1 คือมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามหลายตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้ไวรัส เกาะติดกับเซลล์มนุษย์ได้เหนียวแน่นขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้มันสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าสายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า (European Centre for Disease Prevention and Control, 2025)
อาการของผู้ติดเชื้อ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่มีลักษณะเฉพาะที่ได้รับรายงานบ่อยคือ:

แม้ว่ารายงานล่าสุดในไทยระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 20-29 และ 30-35 ปี แต่ยังมีผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางอื่นที่ต้องเฝ้าระวัง
แม้ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ แต่การตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วย ATK (Antigen Test Kit) ยังคงใช้ได้ผล หากมีอาการไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ควรทำการตรวจทันที และหากผลเป็นบวกโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม ในระดับห้องปฏิบัติการ หน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้การถอดรหัสพันธุกรรม (Sequencing) เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับการรักษาในปัจจุบัน ยาต้านไวรัสหลักอย่าง Paxlovid (Nirmatrelvir/Ritonavir) และ Remdesivir ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยรวมถึง NB.1.8.1 ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบการดื้อยาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสายพันธุ์นี้
การฉีดวัคซีนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่คอยช่วยป้องกันอาการป่วยรุนแรง การเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิต แม้ว่าภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อตามธรรมชาติจะลดลงตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ แต่จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีนที่ปรับปรุงตามสายพันธุ์ (เช่น สูตร JN.1 หรือ KP.2) ยังสามารถสร้างแอนติบอดีที่ตอบโต้ NB.1.8.1 ได้ดี ดังนั้นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (กลุ่ม 608) สตรีมีครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว จึงควรรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์
เราสามารถใช้มาตรการป้องกันพื้นฐานที่คุ้นเคยเพื่อลดความเสี่ยงได้ ดังนี้: