
'ไวรัส RSV' แม้โรคนี้ไม่คุ้นหูแต่อาจเคยได้ยินข่าวเด็กเล็กป่วยเป็นโรคนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่าเป็นผู้สูงวัยก็เป็นได้และมีผลกระทบรุนแรงมาก เนื่องจากเป็นไวรัสที่ทำให้ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมและปอด เมื่อลักษณะเฉพาะของเชื้อและฤดูที่แปรเปลี่ยนบ่อยเกิดร่วมยิ่งเร่งอาการให้ทวีรุนแรงยิ่งขึ้น รู้จักโรค สำรวจ สังเกตอาการและเข้าพบแพทย์กับโรงพยาบาลรามคำแหงเพื่อทุเลาและลดเสี่ยงโรคไปพร้อมกัน
สาเหตุของโรค RSV
เนื่องจากไวรัส RSV แพร่กระจายง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม จึงติดเชื้อในหลายทาง
- ผ่านทางจมูก ปาก หรือดวงตา
- ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หรือสัมผัสเชื้อได้โดยตรงจากการจับมือหรือสัมผัสพื้นผิวที่มีไวรัสและนำมือมาสัมผัสใบหน้าหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน
- ผ่านสภาพแวดล้อมที่มีคนอยู่หนาแน่น
อาการของโรค RSV
ผู้สูงอายุและกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงเป็นโรคติดเชื้อ RSV ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อาการส่วนใหญ่มักมีลักษณะคล้ายอาการของหวัดธรรมดา ทว่าแตกต่างกันตรง RSV จะมีไข้สูงและจะมีระยะเวลาเป็นนานกว่าไข้หวัดธรรมดาราว 5-7 วัน ซึ่งสังเกตอาการด้วยตนเองได้ เช่น มีไข้ ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก หายใจสั้นและเร็ว เสมหะมากขึ้น เหนื่อยล้าและอ่อนแรง
- สำหรับผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรค RSV มักมีอาการระยะสั้นไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ แต่หากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มโรคหลอดลมอักเสบ หรือกลุ่มที่มีโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ก็อาจทำให้มีอาการไอต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ความร้ายแรงของโรค RSV ในผู้สูงอายุ
เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงติดเชื้อ RSV ได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่น นอกจากนี้หากมีโรคประจำตัวอื่นหรือระบบภูมิกันอ่อนแอร่วม ก็อาจเสี่ยงเกิดภาวะซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว เมื่อได้รับเชื้อ RSV อาการของโรคก็อาจทวีรุนแรงยิ่งขึ้น ฉะนั้นการดูแลสุขภาพและการป้องกันการติดเชื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรค RSV
ถ้าผู้ป่วยพบว่ามีอาการเบื้องต้นและยังไม่แน่ใจว่าได้รับเชื้อ RSV หรือไม่ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ แพทย์เริ่มวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจอาการและตรวจสารคัดหลั่งในจมูกหรือคอเพื่อหาเชื้อ RSV เมื่อแพทย์พบเชื้อจะรักษาตามอาการของผู้ป่วย แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
หมายเหตุ: การตรวจจะพบเชื้อได้เพียงร้อยละ 53-96 ซึ่งการตรวจทำได้ในบางโรงพยาบาลเท่านั้น
โรค RSV แม้หายแล้วก็เป็นซ้ำได้อีก สามารถแพร่กระจายจากเด็กเล็กสู่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ รวมถึงผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจและภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งสามารถป่วยหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีการรักษาและป้องกัน RSV
- ปัจจุบันมีวัคซีน RSV ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค RSV และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้โดยตรง ซึ่งมีทั้งวัคซีนสำหรับเด็ก และวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่
- แนะนำให้ฉีดควบคู่ไปกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ที่อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้ โดยระยะเวลาในการรักษาของแต่ละคนขึ้นกับความรุนแรงของโรค ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์
- สำหรับการป้องกันการติดเชื้อ RSV อื่น เริ่มต้นป้องกันตัวเองด้วย
- การใช้น้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
- สวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำ
- รักษาความสะอาดทำความสะอาดของเล่นเด็กบ่อย ๆ
- หากมีคนในบ้านป่วยควรแยกและงดใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่วมไปกับการพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง
- ควรสังเกตอาการของตนเองหากมีอาการป่วย เนื่องจากหากปล่อยไว้อาจเกิดผลกระทบรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต การตรวจเบื้องต้นจะช่วยให้สามารถแยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่น ๆ ได้ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ป้องกันและรักษาให้ทันท่วงที ช่วยลดเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ ที่ตามมาได้

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV
ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV (Respiratory syncytial virus Respiratory syncytial virus; RSV) หรือ “Arexvy Vaccine” ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Disease; LRTD) ซึ่มีสาเหตุมาจาก respiratory syncytial virus หลังฉีดจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อได้โดยฉีดเพียง 1 เข็มเท่านั้น
เหมาะกับใคร
- เนื่องจากเชื้อ RSV อาจมีผลทำให้อาการหอบหืดกำเริบได้ และในเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อนี้อาจมีอาการปอดอักเสบรุนแรง ดังนั้นสำหรับคนไข้โรคหืดและปอดเรื้อรังสามารถให้ได้ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป
- สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปสามารถให้ได้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเพียง 1 เข็ม สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ต่อการติดเชื้อ RSV ได้แก่ การมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคเลือด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรังต่อเนื่องที่เป็นอยู่ก่อน เช่น โรคปอดเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง, เบาหวาน, โรคไต หรือ โรคตับเรื้อรัง

ข้อแนะนำในการรับวัคซีน RSV
- สามารถให้ Arexvy ร่วมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายรวม 4 สายพันธุ์ (standard dose unadjuvanted, high dose unadjuvanted หรือ standard dose adjuvanted)
- หากฉีดวัคซีน Arexvy พร้อมกับฉีดวัคซีนชนิดอื่น ควรแยกฉีดคนละตำแหน่ง
- ควรพักดูอาการเพื่อสังเกตอาการแพ้หลังการฉีดวัคซีน
- ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในผู้ที่มีไข้สูงอย่างเฉียบพลันรุนแรง แต่ไม่จำเป็นต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนในกรณีที่มีการติดเชื้อเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด
- เช่นเดียวกับวัคซีนอื่น ๆ การกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มเพื่อป้องกันอาจเกิดขึ้นในผู้รับวัคซีนบางคน ไม่ใช่ทุกคน
- ควรสังเกตปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล รวมถึงอาการหมดสติ (เป็นลม) การหายใจหอบถี่ หรือปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการฉีดวัคซีน ดังนั้น ต้องระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากการเป็นลม
ประโยชน์หลังจากที่รับวัคซีนป้องกัน RSV
- ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส RSV ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ RSV
- ในกรณีที่ติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคจากอาการไอ หายใจลำบาก ภาวะปอดอักเสบ และความเสี่ยงต่อการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากการติดเชื้อ RSV เช่น ปอดบวม (pneumonia) และหลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis)
- ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก RSV โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง
ข้อควรระวังในการรับวัคซีน RSV
- ห้ามรับวัคซีน Arexvy ให้ผู้ที่มีอาการแพ้สารออกฤทธิ์ หรือส่วนประกอบใด ๆ ของวัคซีน
- ควรระมัดระวังการรับวัคซีน Arexvy ในผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือผู้ที่มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากอาจทำให้มีเลือดออกหลังฉีด
- ไม่แนะนำให้รับวัคซีน Arexvy ในระหว่างตั้งครรภ์และในสตรีที่ให้นมบุตร
- หลังได้รับวัคซีนอาจมีอาการ ปวด บม แดง บริเวณที่ฉีด อาจมีไข้ หนาวสั่น