Messenger

ไวรัสอีโบลา: มหันตภัยร้ายที่ต้องตระหนักแต่ไม่ตระหนก

May 23 / 2026

อีโบลา

 

 

     ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ "โรคอีโบลา" ที่ระบาดในดีอาร์คองโก (พฤษภาคม 2026) เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC) อีกครั้ง แม้อีโบลาจะระบาดวงกว้างได้ยากกว่าโควิด-19 แต่ความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตก็ยังน่ากังวลอยู่ แพทย์จึงสร้างความเข้าใจเรื่องตัวโรค เพื่อปกป้องตัวเองจากภัยร้ายทั้งขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรือต้องบินลัดฟ้าสู่ประเทศที่มีความเสี่ยง

 

รู้จัก "อีโบลา" (Ebola)

     โรคอีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา โดยจัดอยู่ใน Family Filoviridae ซึ่งทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกที่มีความรุนแรงสูง (Viral Hemorrhagic Fever) อีโบลาไวรัสมีหลายสายพันธุ์ มีอัตราการเสียชีวิตสูง 50-90%  ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยระบบสาธารณสุขพบเชื้อไวรัสนี้ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก ในปี 1976 ต่อมา มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบว่า มี  4 สายพันธุ์ ที่ก่อโรคในคน สายพันธุ์ที่พบในบ่อยและรุนแรงที่สุดคือ สายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) รองลงมาคือ สายพันธุ์ ซูดาน (Sudan ebolavirus) นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์ Tai forest ebolavirus และ สายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดขณะนี้ และ มีความรุนแรงปานกลาง

 

เชื้อติดต่อผ่านทางไหน?

  • พบในสัตว์ป่าตามธรรมชาติซึ่งเป็นพาหะ: ลิง กอริลล่า ชิมแปนซี โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ (ค้างคาวบางสปีชีส์ในแอฟริกากลางและตะวันตกสามารถอุ้มเชื้อไว้ได้โดยสัตว์ไม่ป่วยตาย) และสัตว์ป่าชนิดอื่นในแอฟริกา
  • ติดต่อและแพร่กระจายจาก “คน” สู่ “คน”: หากสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ อาเจียน อุจจาระ หรือแม้กระทั่งเหงื่อ ของผู้ป่วย เข้าสู่ร่างกายทางผิวที่มีบาดแผล (Non-intact skin) หรือเยื่อบุต่างๆ นอกจากนี้ยังพบการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแม่สู่ลูก

 

 

อีโบลาต่างจากโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ที่จำนวนและการตรวจ อีโบลาจะเพิ่มจำนวนและตรวจพบเมื่อเริ่มมีอาการเท่านั้น ยิ่งโรคดำเนินรุนแรง โอกาสที่ไวรัสอีโบลาจะแพร่กระจายก็ยิ่งสูง ด้วยเหตุนี้ ผู้สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) จึงไม่ต้องกักตัวทันทีเหมือนโรคอื่น แต่จะให้แยกตัวเมื่อเริ่มแสดงอาการ 

 

 

อีโบลา

 

 

อีโบลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน

     นับตั้งแต่ค้นพบไวรัสญาติสนิทอย่างมาบวร์กในปี 1967 และค้นพบการระบาดของไวรัสที่ชื่อ “อีโบลา” โลกของเราได้เผชิญกับโรคระบาดจากอีโบลาอีกหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ซาอีร์ (ZEBOV) เป็นหนึ่งสายพันธุ์ที่ทั้งโลกรู้จักกันมาก เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดใหญ่กว่า 30,000 คน ต่อการเสียชีวิตนับหมื่นคน (3:1) การแพทย์จึงได้เร่งพัฒนาการตรวจ การรักษาและวัคซีนเพื่อต้านสายพันธุ์ซาอีร์เป็นหลัก

 

ความรุนแรงและความแตกต่าง

     แตกต่างจากโควิด-19 คือ "ตายสูงแต่ระบาดยาก" เพราะผู้ป่วยจะแสดงอาการหนักอย่างรวดเร็วจนต้องนอนซม ทำให้เดินทางไปแพร่เชื้อในวงกว้างหรือข้ามทวีปได้ลำบากกว่าโควิด-19 ที่ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการและยังเดินเหินไปมาได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานพบผู้ที่ติดเชื้ออีโบลาในคนหรือในสัตว์ภายในประเทศ

 

 

กลไกหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต มักเกิดจากอาการ ผนังหลอดเลือดฝอยรั่ว (Capillary leakage) จนระบบภายในล้มเหลว มากกว่า การเสียชีวิตจากการเสียเลือดปริมาณมากโดยตรง

 

 

อีโบลา

 

อาการสังเกตและระยะฟักตัว

เชื้ออีโบลาจะมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน เฉลี่ย 8 - 10 วัน โดยอาการจะแบ่งเป็น 2 ระยะหลัก:

 

  • ระยะแรก: มีไข้สูงทันทีทันใด อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ (คล้ายไข้หวัดใหญ่)
  • ระยะรุนแรง: มีอาการท้องเดิน อาเจียน มีผื่นขึ้น ระบบการทำงานของตับและไตล้มเหลว ในรายที่รุนแรงจะมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุร่วมของการเสียชีวิต

 

การตรวจยีน

     แพทย์จะส่งตรวจหาสารพันธุกรรม (RT-PCR) หรือแอนติบอดีด้วยวิธี ELISA จากเลือด น้ำเหลือง (Serum) สารคัดหลั่ง หรือจากเนื้อเยื่อ

 

การรักษาและวัคซีน

  • สายพันธุ์ซาอีร์: เป็นสายพันธุ์เดียวที่มีวัคซีนเพื่อใช้ในการป้องกัน และมีการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) ในการรักษา
  • สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo - BDBV): เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2026) เป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยาก และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ การรักษาหลักในปัจจุบันคือ การรักษาแบบประคองเพื่อทุเลาและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต เช่น การให้สารน้ำ การดูแลระบบหายใจ

 

วิธีป้องกัน

  • เลี่ยงการสัมผัสหรือกินเนื้อสัตว์ป่า เช่น ลิง เม่น ค้างคาวผลไม้
  • เลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกและล้างไม่สะอาดก่อนรับประทาน
  • หากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงและมีไข้ภายใน 21 วัน ให้พบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อย่างเคร่งครัดเมื่อดูแลผู้ป่วยสงสัย

 

สิ่งที่แพทย์อยากฝากไว้

     แม้อีโบลาจะเป็นโรคที่น่าสะพึงกลัว แต่อยากให้ประชาชน "ตระหนักแต่ไม่ตระหนก" เนื่องจากลักษณะการแพร่ระบาดไม่ได้กระจายง่ายทางอากาศเหมือนโรคโควิด-19 หรือโรคหัด ระบบสาธารณสุขของไทยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคและความพร้อมของห้องแยกโรคความดันลบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ประมาท ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ

 

อ้างอิง: กรมควมคุมโรค