พญ. สโรบล เจาฑะเกษตริน
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ

ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ "โรคอีโบลา" ที่ระบาดในดีอาร์คองโก (พฤษภาคม 2026) เป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC) อีกครั้ง แม้อีโบลาจะระบาดวงกว้างได้ยากกว่าโควิด-19 แต่ความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตก็ยังน่ากังวลอยู่ แพทย์จึงสร้างความเข้าใจเรื่องตัวโรค เพื่อปกป้องตัวเองจากภัยร้ายทั้งขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรือต้องบินลัดฟ้าสู่ประเทศที่มีความเสี่ยง
โรคอีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา โดยจัดอยู่ใน Family Filoviridae ซึ่งทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกที่มีความรุนแรงสูง (Viral Hemorrhagic Fever) อีโบลาไวรัสมีหลายสายพันธุ์ มีอัตราการเสียชีวิตสูง 50-90% ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยระบบสาธารณสุขพบเชื้อไวรัสนี้ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก ในปี 1976 ต่อมา มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบว่า มี 4 สายพันธุ์ ที่ก่อโรคในคน สายพันธุ์ที่พบในบ่อยและรุนแรงที่สุดคือ สายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) รองลงมาคือ สายพันธุ์ ซูดาน (Sudan ebolavirus) นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์ Tai forest ebolavirus และ สายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดขณะนี้ และ มีความรุนแรงปานกลาง
อีโบลาต่างจากโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ที่จำนวนและการตรวจ อีโบลาจะเพิ่มจำนวนและตรวจพบเมื่อเริ่มมีอาการเท่านั้น ยิ่งโรคดำเนินรุนแรง โอกาสที่ไวรัสอีโบลาจะแพร่กระจายก็ยิ่งสูง ด้วยเหตุนี้ ผู้สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) จึงไม่ต้องกักตัวทันทีเหมือนโรคอื่น แต่จะให้แยกตัวเมื่อเริ่มแสดงอาการ

นับตั้งแต่ค้นพบไวรัสญาติสนิทอย่างมาบวร์กในปี 1967 และค้นพบการระบาดของไวรัสที่ชื่อ “อีโบลา” โลกของเราได้เผชิญกับโรคระบาดจากอีโบลาอีกหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ซาอีร์ (ZEBOV) เป็นหนึ่งสายพันธุ์ที่ทั้งโลกรู้จักกันมาก เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดใหญ่กว่า 30,000 คน ต่อการเสียชีวิตนับหมื่นคน (3:1) การแพทย์จึงได้เร่งพัฒนาการตรวจ การรักษาและวัคซีนเพื่อต้านสายพันธุ์ซาอีร์เป็นหลัก
แตกต่างจากโควิด-19 คือ "ตายสูงแต่ระบาดยาก" เพราะผู้ป่วยจะแสดงอาการหนักอย่างรวดเร็วจนต้องนอนซม ทำให้เดินทางไปแพร่เชื้อในวงกว้างหรือข้ามทวีปได้ลำบากกว่าโควิด-19 ที่ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการและยังเดินเหินไปมาได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานพบผู้ที่ติดเชื้ออีโบลาในคนหรือในสัตว์ภายในประเทศ
กลไกหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต มักเกิดจากอาการ ผนังหลอดเลือดฝอยรั่ว (Capillary leakage) จนระบบภายในล้มเหลว มากกว่า การเสียชีวิตจากการเสียเลือดปริมาณมากโดยตรง

เชื้ออีโบลาจะมีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน เฉลี่ย 8 - 10 วัน โดยอาการจะแบ่งเป็น 2 ระยะหลัก:
แพทย์จะส่งตรวจหาสารพันธุกรรม (RT-PCR) หรือแอนติบอดีด้วยวิธี ELISA จากเลือด น้ำเหลือง (Serum) สารคัดหลั่ง หรือจากเนื้อเยื่อ
แม้อีโบลาจะเป็นโรคที่น่าสะพึงกลัว แต่อยากให้ประชาชน "ตระหนักแต่ไม่ตระหนก" เนื่องจากลักษณะการแพร่ระบาดไม่ได้กระจายง่ายทางอากาศเหมือนโรคโควิด-19 หรือโรคหัด ระบบสาธารณสุขของไทยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคและความพร้อมของห้องแยกโรคความดันลบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ประมาท ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ
อ้างอิง: กรมควมคุมโรค