
กิจกรรมบำบัด รักษา-กระตุ้น-ฝึกสมาธิ “เด็กพิเศษ”
เด็กพิเศษ คือ เด็กที่ควรได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยกลุ่มโรคที่เกิดกับเด็กมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือสารเคมีบางอย่างของสมองหรือจากพันธุกรรม โดยมิได้มีเหตุจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองแต่อย่างใด ทำให้เด็กเกิดความบกพร่องด้านการพูดสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมและความสนใจที่ค่อนข้างจำกัด และเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ
วิธีสังเกตเบื้องต้นว่าลูกเป็นเด็กพิเศษหรือไม่
- อายุ 2 ขวบแล้วแต่ยังไม่เริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ
- ไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ค่อยสบตา
- มีภาษาเฉพาะตัว หรือจะเรียก “ภาษาต่างดาว”
- สื่อสารโดยการดึงมือผู้ปกครองให้ทำในสิ่งที่ต้องการ
- เด็กบางคนอาจเคยพูดเป็นคำได้แล้ว แต่พัฒนาการด้านการพูดมาหยุดชะงักหรือถดถอยในช่วงอายุ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

หลายอย่างที่คุณพ่อและคุณแม่อาจไม่รู้ ซึ่งอาจส่งผลในเชิงลบต่อพฤติกรรมของบุตรหลานของท่าน

กลุ่มอาการที่พบบ่อยในเด็กพิเศษ
1. กลุ่มออทิสติก
ตัวรับความรู้สึกและกระบวนการนำความรู้สึกไปที่สมอง อาจมีความผิดปกติมากหรือน้อยเกินไปก็ได้ โดยเฉพาะด้านการทรงตัว การรับสัมผัส การรับความรู้สึกจากเอ็นและข้อ ซึ่งเมื่อรับข้อมูลมากเกินไปก็เกิดภาวะไวต่อการรับความรู้สึกมากเกินไป จึงแสดงออกในลักษณะ “หลีกหนีต่อสิ่งเร้า” แต่ถ้ารับข้อมูลน้อยเกินไปก็เกิดภาวะไวต่อการรับความรู้สึกน้อยเกินไป จึงแสดงออกในลักษณะ “ค้นหาสิ่งเร้ามากขึ้น” ดังนั้น เมื่อเด็กรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้ามาซึ่งถือเป็นสิ่งเร้าแล้วพวกเขาไม่สามารถจัดระเบียบของสิ่งเร้านั้นได้ ก็จะส่งผลให้ไม่สามารถตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสม

วิธีการดูแลเด็กออทิสติกแบบง่าย ๆ ดังนี้
- การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของร่างกาย
- การกอดลูก ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและช่วยให้เด็กสงบนิ่งขึ้น และได้รับความอบอุ่นไปพร้อมกัน
- การฝึกให้เด็กมองสบตา เวลาคุยกันซึ่งควรทำบ่อย ๆ
- การพูดและเปล่งเสียง สามารถทำได้ด้วยการจัดหาของเล่นแบบที่มีเสียง ทั้งเสียงเบา-เสียงดัง
- การดมกลิ่น โดยให้รับรู้กลิ่นอาหารและสิ่งต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นเหม็นหรือหอม
- การรับรสชาติด้วยลิ้น โดยจัดให้เด็กได้ลิ้มลองรสชาติที่หลากหลาย โดยไม่ให้ทานอาหารแบบเดิม ๆ ซ้ำซาก
- การฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ตลอดไปจนถึงการเข้าห้องน้ำด้วยตนเอง โดยสอนให้น้องรู้จักบอก “อึ-ฉี่” เมื่อปวดและอีกอย่างคือ การแต่งกาย โดยฝึกให้เริ่มจากนุ่งกางเกง ใส่เสื้อยืด แล้วจึงสอนให้กลัดกระดุมหรือตะขอต่อไป
- การฝึกด้านสังคม เพราะเด็กออทิสติกจะมีปัญหาเรื่องการแยกแยะความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องค่อย ๆ สอนว่าแต่ละครอบครัวเป็นใคร ต้องเรียกอย่างไร เพื่อให้เด็กเข้าใจบทบาทของคนในครอบครัว
- การพูดและเปล่งเสียง เด็กออทิสติกจะมีปัญหาการพูดสื่อสารและการออกเสียง คุณพ่อคุณแม่อาจต้องพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกเสียงจากนั้นค่อยมาฝึกต่อที่บ้าน ฝึกให้น้องเลียนแบบการขยับปากตาม ฝึกดนตรี ศิลปะ หรืออาชาบำบัดก็ได้


2. กลุ่มสมาธิสั้น
อาการของเด็กในกลุ่มสมาธิสั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กอายุก่อน 7 ปี ซึ่งหากเป็นแล้วจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ โดยที่เด็กในกลุ่มนี้จะมีปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การเรียน การเล่น ขาดสมาธิ ทำให้วอกแวก อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น วู่วาม หรือทำอะไรโดยไม่ทันได้คิด
วิธีการดูแลเมื่อลูกสมาธิสั้น
การดูแลลูกสมาธิสั้นสำคัญที่สุดซึ่งพ่อแม่ต้องมีทัศนคติต่อเด็กในทางบวก โดยเด็กสมาธิสั้นสามารถรักษาได้ด้วยการผสมผสาน อาทิ
- การรักษาทางยา จะช่วยให้เด็กสมาธิสั้นมีสมาธิดีขึ้น ดูสงบมากขึ้น ซนน้อยลง และควบคุมตัวเองได้มากขึ้น
- การรักษาทางการศึกษาและการรักษาด้วยกิจกรรมบำบัด พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู สามารถช่วยรักษาเด็กสมาธิสั้นได้มาก โดยจะต้องเรียนรู้วิธีจัดการพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก โดยไม่ควรใช้การลงโทษ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังจะส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น
“ซน” กับ “สมาธิสั้น” ต่างกันอย่างไร?
วิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างเด็กซนกับเด็กสมาธิสั้น ดังนี้

แนวทางการรักษาเมื่อลูกสมาธิสั้น
การรักษาทางกิจกรรมบำบัดในเด็กสมาธิสั้น คือการใช้กิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายในการรักษา เพื่อแก้ไขความบกพร่องของเด็ก
- การบูรณาการผสมผสาน การรับความรู้สึก (Sensory Integration) เช่น การกลิ้ง กระโดด กระตุ้นระบบสัมผัส การรับฟัง การมองเห็น
- การฝึกควบคุมตัวเอง เช่น การร้อยลูกปัด การเดินทรงตัวบนสะพาน
- การฝึกเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียน เช่น การแก้ไขการรับรู้ทางสายตา ฝึกการเขียน การอ่าน การคำนวณ
- การฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าเด็กปกติ
- การปรับสภาพแวดล้อม ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก



เสริมสร้างสมาธิให้เด็กด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม
- การเสริมสร้างสมาธิให้กับเด็กในเบื้องต้นนั้น คุณพ่อ-คุณแม่ควรเริ่มต้นจากการฝึกฝนให้ลูกทำกิจกรรมง่าย ๆ ให้ลูกได้เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร อาบน้ำ-ทาแป้ง หยิบของ หรือการติดกระดุมเสื้อผ้า

- ฝึกสมาธิลูก ๆ ด้วยกิจกรรรมต่าง ๆ
- อ่านหนังสือน่ารู้และนิทานแสนสนุก เพราะในขณะที่เด็กกำลังอ่านหนังสือ หรือนิทาน จะเป็นการฝึกการออกเสียงพูด สะกดคำ ทำให้เด็กจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือหรือตัวละคร
- การจัดให้ลูกฟังหรือเล่นดนตรี จะส่งผลดีต่อสมาธิ เพราะดนตรีจะมีส่วนช่วยให้จิตใจของลูกสงบ ลดความตึงเครียดก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน อาจเปิดเพลงที่ทำนองเบาๆ สบายๆ จะช่วยเสริมสร้างความจำและการเรียนรู้ของเด็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



คำแนะนำจากแพทย์
'เด็กพิเศษ' คือเด็กที่ต้องการความดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ เป็นกลุ่มโรคที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือสารเคมีบางอย่างของสมองหรือจากพันธุกรรม ทำให้เด็กเกิดความบกพร่องด้านการพูดสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การดูแลลูกสมาธิสั้น สำคัญที่สุดซึ่งพ่อแม่ต้องมีทัศนคติต่อเด็กในทางบวก
แก้ไข
27/4/2565