Messenger

การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยด์: ปัญหาปราการแรกต่อสุขภาพของลูก

January 16 / 2026

ผ่าตัดทอนซิลอะดินอยด์

 

 

 

     บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่มักมีความกังวลใจเมื่อบุตรหลานมีอาการหวัดเรื้อรัง นอนกรนเสียงดัง หรือต้องเผชิญกับภาวะคออักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสุขภาพทั่วไป แต่อาจมีสาเหตุมาจาก "ต่อมทอนซิลและต่อมอะดินอยด์" ที่ทำงานผิดปกติจนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคหรือขัดขวางทางเดินหายใจเสียเอง

 

รู้จัก ‘ต่อมทอนซิล’ และ ‘ต่อมอะดินอยด์’

     ต่อมทอนซิล (Tonsils) และ ต่อมอะดินอยด์ (Adenoids) คือกลุ่มของเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่มีหน้าที่ดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางช่องปากและจมูก โดยต่อมทอนซิลจะอยู่บริเวณด้านข้างของลำคอ ในขณะที่ต่อมอะดินอยด์จะอยู่บริเวณส่วนบนสุดของลำคอ เบื้องหลังโพรงจมูก

 

 

โดยปกติแล้ว ต่อมเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงอายุ 3-7 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน และค่อย ๆ ฝ่อเล็กลงเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ในเด็กบางราย ต่อมเหล่านี้อาจอักเสบเรื้อรังหรือโตผิดปกติจนส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต

 

 

เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาการผ่าตัด?

ทางการแพทย์เรามีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยด์ (Tonsillectomy and Adenoidectomy) เพื่อคืนสุขภาพที่ดีให้กับผู้ป่วย ดังนี้ครับ

 

  • ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea - OSA) สิ่งนี้เป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุด เมื่อต่อมมีขนาดใหญ่จนขวางทางเดินหายใจ ทำให้เด็กนอนกรน สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและการเจริญเติบโต
  • การติดเชื้อซ้ำซาก มีภาวะคออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ บ่อยครั้งเกินกว่า 7 ครั้งในหนึ่งปี หรือมากกว่า 5 ครั้งต่อปีติดต่อกัน 2 ปี
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบ เช่น การเกิดฝีรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess) หรือการอักเสบที่ลุกลามไปยังหูชั้นกลางและไซนัสอย่างต่อเนื่อง
  • สงสัยเนื้องอก ในกรณีที่ต่อมทอนซิลโตเพียงข้างเดียวอย่างผิดปกติ

 

นวัตกรรมการผ่าตัด

     ปัจจุบันการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยด์ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอย่างในอดีต ด้วยเทคโนโลยีทางวิสัญญีวิทยาและการผ่าตัดที่ทันสมัย เช่น การใช้เทคโนโลยี Radiofrequency (RF) หรือ Coblation ซึ่งช่วยให้เสียเลือดน้อยมาก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไวขึ้น โดยใช้เวลาในการผ่าตัดเพียง 30-45 นาที ภายใต้การดูแลของแพทย์

 

การดูแลหลังการผ่าตัด

หัวใจสำคัญของการหายที่รวดเร็วคือการดูแลหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

 

  • อาหาร รับประทานอาหารอ่อนและเย็น เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต หรือข้าวต้มที่ไม่ร้อน เพื่อลดการระคายเคือง
  • กิจกรรม หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักหรือการไอแรง ๆ เพื่อป้องกันเลือดออก
  • การพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้แผลมีความชุ่มชื้น

 

 

 

"การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรกเสมอไป แต่หากมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน การรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้เด็ก ๆ กลับมาหายใจได้คล่อง นอนหลับได้สนิท และเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงครับ"