Messenger

รู้สู้โรคนิ่วในถุงน้ำดี ภาวะไร้สัญญาณจากอาหารไขมันสูง

February 10 / 2026

นิ่งในถุงน้ำดี

 

 

     ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีบางรายอาจไร้อาการใดกระทั่งทราบภายหลังเมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ‘ปวดท้อง’ เป็นสัญญาณหนึ่งที่แพทย์พบบ่อย ส่วนใหญ่เกิดที่ใต้ชายโครงขวา ฉับพลันหรือเรื้อรังก็เป็นได้ทั้งสิ้น อายุเยอะ มีบุตรมากและเป็นโรคอ้วนจากอาหารไขมันสูงล้วนสุ่มเสี่ยง หนึ่งทางออกหลักมักเป็นการตัดถุงน้ำดีออก

 

นิ่วในถุงน้ำดี

     นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones/Cholelithiasis) เป็นโรคจากการตกตะกอนของสารประกอบในน้ำดีจนเป็นก้อน และเข้าไปอุดตันในถุงน้ำดี ก้อนนิ่วนี้เกิดขึ้นได้หลายก้อนและหลายขนาดตั้งแต่เล็กจิ๋วจนถึงเท่าลูกกอล์ฟ โดยเกิดได้ทั้งจากการบีบตัวของถุงน้ำดีที่ผิดปกติ การแตกของเม็ดเลือดแดงง่าย และส่วนประกอบของน้ำดีที่มากหรือน้อยเกินไป เช่น คอเลสเตอรอล

 

 

นิ่วในถุงน้ำดี

 

 

ชนิดของนิ่วในถุงน้ำดี

ชนิดของนิ่วในถุงน้ำดีแบ่งได้ตามสาเหตุ ‘สีของนิ่ว’ จึงไม่เหมือนกัน

 

  • นิ่วจากคอเลสเตอรอล เกิดจากคอเลสเตอรอลที่สูงร่วมของเสียอื่นมาไหลรวมปนกับน้ำดี สภาพน้ำที่เข้มข้นมากจึงจับตัวเป็นก้อนสีขาว เหลืองหรือเขียว แต่บางรายเกิดจากกล้ามเนื้อถุงน้ำดีบีบตัวไม่ดี สารน้ำจึงสะสมและตกตะกอนกลายเป็นก้อนได้เช่นกัน
  • นิ่วเม็ดสี พบได้ร้อยละ 15 – 20 ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยโรคเลือด โดยเกิดการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีมากเกินไป การแตกดังกล่าวทำให้เกิดสารบิลิรูบินที่สูงและเข้าไปรวมกับน้ำดีจนตกตะกอนเป็นก้อน "สีน้ำตาลคล้ำ" หรือ "สีดำ"

 

อาการเมื่อเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

  • เสียดแน่นท้องหลังรับประทานอาหารมัน
  • ปวดตรงชายโครงขวา ลามถึงหลังและใต้บ่า
  • ท้องเฟ้อ แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม

 

การวินิจฉัยโรคนิ่วในถุงน้ำดี

     ปัจจุบันแพทย์ตรวจหาสัญญาณของโรคได้สะดวกขึ้นด้วยการอัลตราซาวนด์ช่องท้อง อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงรอยโรคซ่อนเร้นในจุดที่เข้าถึงยากและให้ความแม่นยำสูงอย่างการส่องกล้องท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) ทั้งยังใช้ทำหัตถการนำนิ่วออกจากท่อน้ำดีไปพร้อมกัน กรณีที่ผู้ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดีชนิดที่ไร้อาการ แพทย์จำเป็นต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี

  • มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
  • มีภาวะอ้วน เนื่องจากรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ
  • มีบุตรมาก ถุงน้ำดีบีบตัวน้อยลงจนอาจตกตะกอนได้ง่ายขึ้น
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
  • ใช้ยาบางชนิดและการผ่าตัดกระเพาะ

 

นิ่วในถุงน้ำดี อันตรายกว่าที่คิด

อันตรายที่เกิดขึ้นจากนิ่วในถุงน้ำดี จะมีตั้งแต่ตัวถุงน้ำดีเอง

 

  • กรณีที่นิ่วอุดตันที่ท่อถุงน้ำดี ผู้ป่วยที่มาหาแพทย์ขณะมีอาการมักเป็นเรื่องของถุงน้ำดีอักเสบ  
  • กรณีที่นิ่วหลุดไปอุดตันในท่อน้ำดีหลัก อาจตัวเหลืองตาเหลือง และติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
  • กรณีที่นิ่วหลุดไปอุดตรงลำไส้เล็ก หากก้อนนิ่วใหญ่มากและเกิดรูทะลุระหว่างถุงน้ำดีกับลำไส้ ก้อนนิ่วอาจไปอุดตันทางเดินอาหาร ทำให้ท้องอืดอย่างรุนแรงและอาเจียน ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

 

 

ก้อนนิ่วในถุงน้ำดียังก่อการอักเสบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง เมื่อเสียดสีกับผนังเนื้อเยื่อถุงน้ำดีนาน ๆ ก็มีโอกาสลุกลามจนกลายเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดีได้

 

 

 

นิ่วในถุงน้ำดี

 

 

การรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

     การรักษานิ่วในถุงน้ำดีขึ้นอยู่กับระยะของโรค การผ่าตัดถุงน้ำดีมักเป็นกุญแจดอกหลักของการรักษา โดยแพทย์จะคำนึงถึงความเหมาะสมเฉพาะบุคคล ปัจจุบันนี้ใช้การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องเป็นมาตรฐาน เพื่อช่วยผู้ป่วยให้ฟื้นตัวเร็วกว่าการเปิดแผลผ่าตัดปกติ บางรายมาเช้ากลับเย็นหรือค่ำ แต่ส่วนใหญ่ก็อาจพักในโรงพยาบาล 1-2 วัน เพื่อดูความเรียบร้อย

 

ลดทอนก่อนเกิดโรค เริ่มจากเรื่องที่ ‘ควบคุมได้’

  • ขยับและออกกำลังกายเป็นประจำ
  • เลือกรสสัมผัส ลดไขมันเลว โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวสูงจากเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทอด และเบเกอรี่
  • เพิ่มการรับประทานอาหารไขมันดี (HDL) จากปลาหรือน้ำมันพืชทดแทน
  • รักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ และไม่ลดน้ำหนักเร็วเกินไป (มากกว่า 1.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์)
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยเรื่องขับถ่าย ลดปริมาณกรดน้ำดีที่อาจตกตะกอน และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

 

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ภาษาไทย

รศ. นพ. ทวีศักดิ์ แทนวันดี (2561). เมื่อตับประท้วง ร่างกายก็พ่ายแพ้. พิมพ์ครั้งที่ 1

     กรุงเทพฯ: อมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์ปริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง

สมาคมแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย. (2568). นิ่วในถุงน้ำดี. สืบค้นเมื่อ 8 มกราคม 2568,

     จาก https://www.gastrothai.net/th/knowledge-detail.php?content_id=499

 

ภาษาอังกฤษ

Fazia Mir. (2025). Gallstones (Cholelithiasis). Retrieved 9 January 2026, derived from

     https://emedicine.medscape.com/article/175667-overview?form=fpf®=1