
'มะเร็งกระเพาะอาหาร' จัดเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และพบเป็นสาเหตุการตายจากมะเร็งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก อัตราการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยพบสูงสุดในแถบเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น มะเร็งกระเพาะอาหารอาจพบได้ไม่มากนักในคนไทยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราพบคือ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ใน "ระยะท้าย" ของโรคไปแล้ว ทำให้อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตาม หากเราเข้าใจปัจจัยเสี่ยงและหมั่นสังเกตุสัญญาณเตือน การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ส่งผลต่อผลการรักษาที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคได้

ใครบ้างที่เสี่ยง?
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายอย่าง ได้แก่
- อายุ มะเร็งกระเพาะพบมากขึ้นในอายุที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40-50ปีขึ้นไป
- เชื้อชาติ พบมากในแถบเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน
- พันธุกรรม มีประวัติญาติสายตรง (ได้แก่ พ่อ-แม่,พี่น้อง,ลูก) เป็นมะเร็งชนิดนี้ จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไป
- การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H.pylori) เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารแบคทีเรียชนิดนี้จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุที่ผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้รักษาเชื้อนี้เมื่อตรวจพบ เพื่อลดโอกาสการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด และภาวะอ้วน ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้น
- พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยง
- กลุ่มอาหารหมักดอง หรืออาหารรสเค็มจัด เนื่องจากกระบวนการถนอมอาหารหมักดอง มีโอกาสทำเกิดสารไนเตรท ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีนได้ในที่สุด ส่วนอาหารรสเค็มจัดนั้น เชื่อว่าเกลือปริมาณสูงอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เซลล์เยื่อบุเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
- การรับประทานอาหารปรุงไม่สุก ไม่สะอาด อาจปนเปื้อนเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการของมะเร็งกระเพาะอาหาร
ระยะแรก
อาจไม่มีอาการเลย หรือดูคล้ายกับอาการโรคกระเพาะอักเสบ เช่น
- ปวดจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ (dyspepsia)
- คลื่นไส้เล็กน้อย
ระยะลุกลาม
มักมีอาการปวดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ ร่วมกับ สัญญาณเตือน (alarm features) อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
- ภาวะเลือดออกในกระเพาะ อาจมาด้วย ถ่ายดำเหมือนยางมะตอย หรือถ่ายเป็นเลือด, อาเจียนเป็นเลือด
- ซีดโลหิตจางขาดธาตุเหล็ก
- อาการอิ่มเร็วกว่าปกติ รับประทานอาหารได้น้อยลงชัดเจน
- อาเจียนตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
- น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ

วิธีการตรวจเพื่อการวินิจฉัย
1. การตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (EGD: Esophagogastroduodenoscopy)
เนื่องจากเห็นก้อนหรือรอยโรคที่ผิดปกติชัดเจน ระบุตำแหน่งในกระเพาะอาหารได้ สามารถตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่ผิดปกติ และส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันเซลล์มะเร็ง โดยแพทย์ใช้เวลาส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อประมาณ 15-20 นาที
2. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Whole Abdomen)
หลังการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนพบก้อนมะเร็งแล้ว แพทย์จะพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพิ่มเติม เพื่อดูการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ๆ และประเมินแนวทางการรักษาต่อไป

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร
แพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารตามระยะโรค ได้แก่
- ระยะ 1-3 (ระยะต้น) รักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก บางกรณีอาจให้ยาเคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำ
- ระยะ 4 (ระยะแพร่กระจาย) ระยะนี้มีการพยากรณ์โรคไม่ดีนัก เนื่องมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น เช่น เยื่อบุช่องท้อง ตับ ปอด เป็นต้น มะเร็งระยะนี้ไม่สามารถผ่าตัดให้หายขาดได้ แพทย์จะใช้ยาเคมีบำบัดเป็นหลัก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน หวังผลให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นอกจากนั้นในบางรายยังมีการใช้ยากลุ่มใหม่ร่วมด้วย เช่น ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) หรือ ยาปรับภูมิ (Immunotherapy) เพื่อหวังเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย
การป้องกัน
- หากมีกระเพาะอักเสบ ควรรักษาให้หายขาด เช่น การติดเชื้อ H. pylori ควรรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงตรวจติดตามหลังการรักษาว่าเชื้อหายขาดหรือไม่
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไนเตรทสูง ได้แก่ อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป อาหารเค็มจัด
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาดถูกหลักอนามัย เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อแบคทีเรีย H.pylori
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราจัด
- ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
ใครควรตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ที่มีอาการปวดแน่นลิ้นปี่ (Dyspepsia) เป็นครั้งแรก
- ผู้ที่มีอาการโรคกระเพาะ แต่ได้รับยารักษาโรคกระเพาะ 1-2 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น (ควรเริ่มปรึกษาแพทย์หากรับประทานยาโรคกระเพาะอาหารแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์)
- ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่มีอาการปวดแน่นลิ้นปี่ (Dyspepsia) ร่วมกับ "อาการสัญญาณเตือน" เช่น
- อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายดำ
- น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
- โลหิตจางขาดธาตุเหล็ก
- รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มไว หรืออาเจียนตลอด