Messenger

รู้ทันภัยเงียบ "มะเร็งกระเพาะอาหาร"

March 23 / 2026

มะเร็งกระเพาะอาหาร

 

 

     'มะเร็งกระเพาะอาหาร' จัดเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และพบเป็นสาเหตุการตายจากมะเร็งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก อัตราการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยพบสูงสุดในแถบเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น มะเร็งกระเพาะอาหารอาจพบได้ไม่มากนักในคนไทยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราพบคือ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ใน "ระยะท้าย" ของโรคไปแล้ว ทำให้อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง

 

 

อย่างไรก็ตาม หากเราเข้าใจปัจจัยเสี่ยงและหมั่นสังเกตุสัญญาณเตือน การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ส่งผลต่อผลการรักษาที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคได้

 

 

มะเร็งกระเพาะอาหาร อาการ

 

 

ใครบ้างที่เสี่ยง?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายอย่าง ได้แก่

 

  • อายุ มะเร็งกระเพาะพบมากขึ้นในอายุที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40-50ปีขึ้นไป
  • เชื้อชาติ พบมากในแถบเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน
  • พันธุกรรม มีประวัติญาติสายตรง (ได้แก่ พ่อ-แม่,พี่น้อง,ลูก) เป็นมะเร็งชนิดนี้ จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไป
  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H.pylori)  เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารแบคทีเรียชนิดนี้จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุที่ผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้รักษาเชื้อนี้เมื่อตรวจพบ เพื่อลดโอกาสการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด และภาวะอ้วน ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้น
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยง
  • กลุ่มอาหารหมักดอง หรืออาหารรสเค็มจัด เนื่องจากกระบวนการถนอมอาหารหมักดอง มีโอกาสทำเกิดสารไนเตรท ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งชนิดไนโตรซามีนได้ในที่สุด ส่วนอาหารรสเค็มจัดนั้น เชื่อว่าเกลือปริมาณสูงอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เซลล์เยื่อบุเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  • การรับประทานอาหารปรุงไม่สุก ไม่สะอาด อาจปนเปื้อนเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร

 

 

มะเร็งกระเพาะอาหาร อาการ

 

 

อาการของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ระยะแรก

อาจไม่มีอาการเลย หรือดูคล้ายกับอาการโรคกระเพาะอักเสบ เช่น

  • ปวดจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ (dyspepsia)
  • คลื่นไส้เล็กน้อย

 

ระยะลุกลาม

มักมีอาการปวดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ ร่วมกับ สัญญาณเตือน (alarm features) อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

 

  • ภาวะเลือดออกในกระเพาะ อาจมาด้วย ถ่ายดำเหมือนยางมะตอย หรือถ่ายเป็นเลือด, อาเจียนเป็นเลือด
  • ซีดโลหิตจางขาดธาตุเหล็ก
  • อาการอิ่มเร็วกว่าปกติ รับประทานอาหารได้น้อยลงชัดเจน
  • อาเจียนตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
  • น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ

 

 

มะเร็งกระเพาะอาหาร

 

 

วิธีการตรวจเพื่อการวินิจฉัย

1. การตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (EGD: Esophagogastroduodenoscopy)

     เนื่องจากเห็นก้อนหรือรอยโรคที่ผิดปกติชัดเจน ระบุตำแหน่งในกระเพาะอาหารได้ สามารถตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่ผิดปกติ และส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันเซลล์มะเร็ง โดยแพทย์ใช้เวลาส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อประมาณ 15-20 นาที

 

2. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT Whole Abdomen)

     หลังการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนพบก้อนมะเร็งแล้ว แพทย์จะพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพิ่มเติม เพื่อดูการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ๆ และประเมินแนวทางการรักษาต่อไป

 

 

มะเร็งกระเพาะอาหาร

 

 

 

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร

แพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารตามระยะโรค  ได้แก่

 

  • ระยะ 1-3 (ระยะต้น) รักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก บางกรณีอาจให้ยาเคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำ
  • ระยะ 4 (ระยะแพร่กระจาย) ระยะนี้มีการพยากรณ์โรคไม่ดีนัก เนื่องมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น เช่น เยื่อบุช่องท้อง ตับ ปอด เป็นต้น มะเร็งระยะนี้ไม่สามารถผ่าตัดให้หายขาดได้ แพทย์จะใช้ยาเคมีบำบัดเป็นหลัก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน หวังผลให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

 

นอกจากนั้นในบางรายยังมีการใช้ยากลุ่มใหม่ร่วมด้วย เช่น ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) หรือ ยาปรับภูมิ (Immunotherapy) เพื่อหวังเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย



 

 

 

การป้องกัน

  • หากมีกระเพาะอักเสบ ควรรักษาให้หายขาด เช่น การติดเชื้อ H. pylori ควรรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงตรวจติดตามหลังการรักษาว่าเชื้อหายขาดหรือไม่
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไนเตรทสูง ได้แก่ อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป อาหารเค็มจัด
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาดถูกหลักอนามัย เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อแบคทีเรีย H.pylori
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราจัด
  • ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

 

ใครควรตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ที่มีอาการปวดแน่นลิ้นปี่ (Dyspepsia) เป็นครั้งแรก
  • ผู้ที่มีอาการโรคกระเพาะ แต่ได้รับยารักษาโรคกระเพาะ 1-2 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น (ควรเริ่มปรึกษาแพทย์หากรับประทานยาโรคกระเพาะอาหารแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์)
  • ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • ผู้ที่มีอาการปวดแน่นลิ้นปี่ (Dyspepsia) ร่วมกับ "อาการสัญญาณเตือน" เช่น
    • อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายดำ
    • น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
    • โลหิตจางขาดธาตุเหล็ก
    • รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มไว หรืออาเจียนตลอด