
หากในยามเช้าที่ท่านตื่นมาแล้วสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามตัว เมื่อส่องกระจก หรือมีความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรงจากอาการ ปวดท้องขวาบน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังพบความเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายที่มี ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะสีชาและอุจจาระสีซีด ผิดไปจากปกติ สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความอ่อนล้าจากการทำงานหนัก แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบเอ ที่กำลังมีการระบาดอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด เอ (HAV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในตระกูล Picornaviridae ส่งผลให้ตับอักเสบเฉียบพลัน อีกทั้งเชื้อชนิดนี้ยังทนทานต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี และติดต่อได้ง่ายผ่านทาง "อุจจาระสู่ปาก"
สาเหตุการติดเชื้อ
- การบริโภคอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ป่วย เช่น การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก (โดยเฉพาะหอยนางรมหรือหอยที่จับจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน)
- การดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน
- การล้างมือไม่สะอาดหลังเข้าห้องน้ำและไปหยิบอาหารรับประทาน

ทั้งนี้ โรคนี้แตกต่างจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ตรงที่จะไม่ก่อให้เกิดโรคตับเรื้อรัง แต่ในรายที่อาการรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้
อาการแบบไหนชวนสงสัย
หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ ไวรัสตับอักเสบเอ จะมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 14 ถึง 30 วัน (อาจนานได้ถึง 50 วัน) โดยอาการจะแบ่งเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มแรก: มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ต่ำ อ่อนเพลียอย่างมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียน
- ระยะอาการชัดเจน: เมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มพบอาการดีซ่าน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมกับ ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะสีชา หรือมีอาการคันตามตัว
ข้อควรระวังในเด็ก: เด็กเล็กที่ติดเชื้อมักจะไม่แสดงอาการชัดเจน (ไม่มีตัวเหลือง) แต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ง่ายผ่านอุจจาระ ในขณะที่ผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและใช้ระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า

การวินิจฉัยโรค
เนื่องจากอาการของไวรัสตับอักเสบเอ ไม่สามารถแยกออกจากไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นได้ด้วยการตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียว แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการทางห้องปฏิบัติการที่แม่นยำ ดังนี้:
1. การตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน
การตรวจ Anti-HAV IgM/IgG และวัคซีน คือชุดตรวจและป้องกัน "ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)"
- Anti-HAV IgM (Immunoglobulin M): คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันระยะเฉียบพลัน หากเป็นบวก (+) หมายความว่า กำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ
- Anti-HAV IgG (Immunoglobulin G): คือการตรวจหาภูมิคุ้มกันระยะยาว หากเป็นบวก (+) หมายความว่า เคยติดเชื้อมาก่อนหรือได้รับวัคซีนแล้ว จึงมีภูมิต้านทาน
- ตรวจหาแอนติบอดีโดยรวม (Total Anti-HAV): ตรวจทั้ง IgM และ IgG เพื่อระบุว่ามีการติดเชื้อในปัจจุบันหรือเคยติดเชื้อมาแล้ว
การตรวจนี้ช่วยวินิจฉัยโรคและประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีน เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ส่งผลให้ตับอักเสบ โดยแพทย์อาจเลือกการตรวจอื่นตามดุลยพินิจ
2. การตรวจอื่น
- การตรวจหาเชื้อทางพันธุกรรม (PCR): วิธี RT-PCR สามารถตรวจหา RNA ของไวรัสได้ตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อ แม้ภูมิคุ้มกันจะยังไม่ขึ้นก็ตาม ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการวินิจฉัยช่วงเริ่มระบาด
- การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test): เพื่อประเมินระดับเอนไซม์ตับ (Aminotransferase) ที่มักจะพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัวในระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลัน

การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับรักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ โดยตรง การรักษาจึงเน้นไปที่ การรักษาร่วมการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาขจัดเชื้อเอง
- การพักผ่อน: ควรพักผ่อนให้เพียงพอและควรหยุดงานหรือหยุดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังเริ่มมีอาการเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
- โภชนาการ: ควรได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน
- ข้อควรระวังเรื่องยา: ไม่ซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล (Acetaminophen) หรือยาแก้ปวดต่าง ๆ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อตับที่กำลังอักเสบอยู่ให้รุนแรงขึ้น
เสริมภูมิให้ต้านทานโรคด้วยวัคซีน
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ถือเป็นวิธีที่ใช้สร้างเกราะคุ้มกันแก่ร่างกายที่มีประสิทธิภาพ
- ประสิทธิภาพ: วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้เกือบ 100% ในบางราย และสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนานกว่า 10-20 ปี
- รูปแบบการฉีด: แนะนำให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มแรกและเข็มที่สองห่างกัน 6-12 เดือน
- กลุ่มเป้าหมาย: เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผู้ที่ต้องทำงานกับอาหาร บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง และผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด
การป้องกันและการดูแล
หัวใจสำคัญของการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบเอ คือการรักษาสุขอนามัยที่ดีตามหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ"
- สุขอนามัยอาหารและน้ำ: ดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ และล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำและก่อนสัมผัสอาหาร
- หอยนางรม หอยกาบและสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ที่เก็บจากบริเวณที่มีเชื้อไวรัสนี้ ก่อนรับประทานควรทำให้สุกด้วยความร้อน ระดับ 85-90 o c (185-194 o F ) นาน 4 นาทีหรือนึ่งภายใต้ความดัน 90 วินาที
- การจัดการสิ่งแวดล้อม: สำหรับสถานประกอบการหรือโรงงาน ควรมีการตรวจสอบระบบน้ำดื่มและจุดล้างมือให้อยู่ห่างจากจุดทิ้งขยะเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
- การดูแลผู้สัมผัสโรค: หากมีบุคคลในบ้านติดเชื้อ ผู้สัมผัสใกล้ชิดอาจพิจารณาเข้ารับการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (IG) หรือวัคซีนภายใน 2 สัปดาห์หลังสัมผัสโรคเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาล หากท่านพบอาการผิดปกติหรือต้องการปรึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ สามารถติดต่อสอบถามเพื่อรับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของตัวท่านและคนที่รักใกล้ชิด
แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)
ภาษาไทย (Thai)
ภาษาอังกฤษ (English)