Messenger

‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก’ (LAIV) สลายโจทย์ คลายกังวลคนกลัวเข็ม

April 24 / 2026

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่น

 

 

 

     เนื่องด้วยไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักในทุกปี แม้เพียงหายใจก็เกิดโรคได้ และก่ออาการได้รุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป โรงพยาบาลรามคำแหงจึงอยากเสนอทางเลือกใหม่ที่ครอบคลุมหลายช่วงวัยและหลายความต้องการ วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (LAIV) จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยคลายโจทย์ “การกลัวเข็ม” และข้อจำกัดอื่นที่เปราะบาง เพื่อลดทอนความเสี่ยงจากโรค

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก

     วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก หรือ Live Attenuated Influenza Vaccine (LAIV) คือวัคซีนที่ใช้เชื้อไวรัสชนิดอ่อนฤทธิ์จนไม่สามารถก่อโรคได้ โดยตัวไวรัสได้รับการออกแบบมาให้เติบโตได้เฉพาะในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าในโพรงจมูก แต่ไม่สามารถเติบโตในปอดหรือส่วนอื่นของร่างกายที่มีอุณหภูมิสูงกว่าได้ จึงมีความปลอดภัยสูง

 

วัคซีนชนิดนี้เหมาะกับใคร?

     วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูกได้รับอนุมัติให้ใช้ใน ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุตั้งแต่ 2 ปี ถึง 49 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการแพร่เชื้อสูง การให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะช่วยลดการระบาดในชุมชนได้ดี

 

ข้อควรระวัง: ใครที่ไม่ควรรับวัคซีนชนิดพ่น?

แม้จะสะดวกแต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับบางกลุ่ม ดังนี้

 

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ (แต่หญิงให้นมบุตรสามารถรับได้)
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
  • เด็กอายุ 2–17 ปี ที่ต้องรับประทานยาที่มีส่วนผสมของแอสไพรินเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ปอด ไต หรือเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยที่เพียงพอในกลุ่มนี้

 

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่น

 

 

ข้อดีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก มีใช้ทั่วโลกมากว่า 20 ปี และมีการใช้ไปแล้วมากกว่า 200 ล้านโดส โดยข้อดีมีดังนี้

 

  • ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน: การศึกษาพบว่าภูมิคุ้มกันจากชนิดพ่นจมูกอยู่ได้นานถึง 1 ปี ในขณะที่ชนิดฉีดจะเริ่มลดลงหลังผ่านไป 4-6 เดือน
  • เลียนแบบการติดเชื้อธรรมชาติ: กระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ในเยื่อบุทางเดินหายใจ (IgA) ซึ่งเป็นด่านหน้าดักจับเชื้อ
  • ลดการนอนโรงพยาบาล: ลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ถึง 63% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

 

ขนาดและวิธีการให้วัคซีน

การให้วัคซีนจะพ่นเข้าที่โพรงจมูกทั้งสองข้าง ข้างละ 0.1 มิลลิลิตร (รวม 0.2 มิลลิลิตรต่อโดส) โดยมีตารางการให้ดังนี้:

 

  • เด็กอายุ 2–8 ปี: รับ 1 หรือ 2 โดส (ขึ้นอยู่กับประวัติการรับวัคซีนเดิม) หากต้องรับ 2 โดส ให้เว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
  • อายุ 9–49 ปี: รับเพียง 1 โดสต่อปี

 

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

     หลังรับวัคซีนอาจพบอาการเล็กน้อยและจะหายไปเองภายในเวลาไม่นาน เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ