Messenger

โควิดสายพันธุ์ใหม่ 'นิมบัส' NB.1.8.1 : รับมือให้ทัน เชื้อใหม่ระบาดไว

August 17 / 2026

โควิดนิมบัส

 

 

     สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อมีการตรวจพบสายพันธุ์ย่อยใหม่ที่ชื่อว่า NB.1.8.1 หรือ “โควิดนิมบัส” ซึ่งกำลังระบาดเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และประเทศไทย บทความนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง

 

รู้จักโรค: NB.1.8.1 คืออะไร?

     NB.1.8.1 หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "นิมบัส" (Nimbus) เป็นสายพันธุ์ย่อยในตระกูลโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม JN.1 โดยพบสายพันธุ์นี้ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2568 และได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็น สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring - VUM) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568

 

ลักษณะเด่น

     ลักษณะเด่นของ NB.1.8.1 คือมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามหลายตำแหน่ง ซึ่งช่วยให้ไวรัส เกาะติดกับเซลล์มนุษย์ได้เหนียวแน่นขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้มันสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าสายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า (European Centre for Disease Prevention and Control, 2025)

 

  • การกลายพันธุ์ที่สำคัญ: พบการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามเพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ถึง 7 ตำแหน่ง (เช่น S:A435S, S:V445H, S:T478I) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่ง 445 ช่วยให้ไวรัสจับกับเซลล์มนุษย์ได้แน่นขึ้น และตำแหน่ง 478 ช่วยให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันบางประเภทได้ดีกว่าเดิม
  • สถิติในไทย: ในประเทศไทย NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2568 โดยพบสัดส่วนในตัวอย่างที่ตรวจ มากกว่าครึ่งหนึ่ง จากที่ไม่เคยพบเลยในช่วงต้นปี

 

 

อาการแสดงออก: "เจ็บคอเหมือนมีดโกนบาด"

อาการของผู้ติดเชื้อ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่มีลักษณะเฉพาะที่ได้รับรายงานบ่อยคือ:

 

  • เจ็บคออย่างรุนแรง (Razor-blade throat): ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บปวดแหลมในลำคอคล้ายกับถูกใบมีดโกนบาด
  • อาการทั่วไป: มีไข้ อ่อนเพลีย ไอแห้ง ปวดกล้ามเนื้อ คัดจมูก หรือมีน้ำมูก
  • สิ่งที่เปลี่ยนไป: อาการ สูญเสียการรับรสและกลิ่นพบได้น้อยลงมาก ในสายพันธุ์นี้

 

 

โควิดนิมบัส

 

 

กลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่ารายงานล่าสุดในไทยระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 20-29 และ 30-35 ปี แต่ยังมีผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางอื่นที่ต้องเฝ้าระวัง

 

  • กลุ่มผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งรวมถึงเด็กโตและวัยรุ่น
  • สตรีมีครรภ์ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า การฉีดวัคซีนในขณะตั้งครรภ์ยังช่วยส่งต่อภูมิคุ้มกันไปปกป้องทารกได้นานถึง 6 เดือนหลังคลอด

 

 

การตรวจวินิจฉัย

     แม้ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ แต่การตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วย ATK (Antigen Test Kit) ยังคงใช้ได้ผล หากมีอาการไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ควรทำการตรวจทันที และหากผลเป็นบวกโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม ในระดับห้องปฏิบัติการ หน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้การถอดรหัสพันธุกรรม (Sequencing) เพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์อย่างใกล้ชิด

 

การรักษา

     สำหรับการรักษาในปัจจุบัน ยาต้านไวรัสหลักอย่าง Paxlovid (Nirmatrelvir/Ritonavir) และ Remdesivir ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยรวมถึง NB.1.8.1 ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบการดื้อยาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับสายพันธุ์นี้

 

วัคซีน: เกราะป้องกันที่ยังจำเป็น

     การฉีดวัคซีนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่คอยช่วยป้องกันอาการป่วยรุนแรง การเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิต แม้ว่าภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อตามธรรมชาติจะลดลงตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ แต่จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีนที่ปรับปรุงตามสายพันธุ์ (เช่น สูตร JN.1 หรือ KP.2) ยังสามารถสร้างแอนติบอดีที่ตอบโต้ NB.1.8.1 ได้ดี ดังนั้นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (กลุ่ม 608) สตรีมีครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว จึงควรรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์

 

การป้องกัน: สิ่งที่ควรปฏิบัติ

เราสามารถใช้มาตรการป้องกันพื้นฐานที่คุ้นเคยเพื่อลดความเสี่ยงได้ ดังนี้:

 

  • สวมหน้ากากอนามัย: โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด หรือเมื่อเริ่มมีอาการทางเดินหายใจ
  • รักษาสุขอนามัย: ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ
  • การระบายอากาศ: จัดให้อากาศในอาคารถ่ายเทได้สะดวก
  • รับผิดชอบต่อส่วนรวม: หากรู้สึกไม่สบาย ควรแยกตัวจากผู้อื่นและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น

 

แหล่งอ้างอิง

 

ภาษาอังกฤษ

  • European Centre for Disease Prevention and Control. (2025). Epidemiological update: SARS-CoV-2 and NB.1.8.1 variant assessment. สืบค้นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569, จาก https://www.ecdc.europa.eu/en/news-room/epidemiological-update-sars-cov-2-and-nb181-variant-assessment
  • Global Virus Network. (2025). Global Virus Network Issues Scientific Guidance on New COVID-19 Variant NB.1.8.1 and Vaccine Protection. สืบค้นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569, จาก https://gvn.org/global-virus-network-issues-scientific-guidance-on-new-covid-19-variant-nb-1-8-1-and-vaccine-protection/
  • Hazra, A. (2025). What do we know about the new Omicron subvariant of COVID, NB.1.8.1?. สืบค้นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569, จาก https://www.uchicagomedicine.org/forefront/coronavirus-disease-covid-19/what-do-we-know-about-the-new-omicron-subvariant-nb181
  • World Health Organization. (2025). WHO TAG-VE Risk Evaluation for SARS-CoV-2 Variant Under Monitoring: NB.1.8.1. สืบค้นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569, จาก https://cdn.who.int/media/docs/default-source/documents/epp/tracking-sars-cov-2/23052025_nb.1.8.1_ire.pdf