Messenger

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แบบฉีดกับแบบพ่น แบบไหนดีกว่า?

October 27 / 2026

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด vs แบบพ่น

 

 

 

     การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีช่วยอัปเกรดภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับเชื้อที่กลายพันธุ์อยู่เสมอ จึงช่วยลดความเสี่ยง การเจ็บป่วยรุนแรง และการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันนอกจากวัคซีนชนิดฉีดแล้ว ยังมี "วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก" เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กลัวเข็ม บทความนี้สรุปข้อแตกต่าง กลไกการทำงาน และข้อจำกัดของทั้งสองรูปแบบ เพื่อช่วยคุณเลือกวัคซีนที่เหมาะกับวัยและไลฟ์สไตล์มากที่สุด

 

ทำความรู้จักวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้ง 2 รูปแบบ

1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (Nasal Spray Influenza Vaccine)

  • ประเภทวัคซีน: ผลิตจากเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Influenza Vaccine)
  • กลไกการทำงาน: ตัววัคซีนจะทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจโดยตรง ซึ่งเป็นด่านแรกในการป้องกันเชื้อโรค
    • สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 88%
    • ลดความรุนแรงของโรคได้ถึง 63%
    • เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันเร็วภายใน 1 สัปดาห์
    • ป้องกันการติดเชื้อได้นานถึง 12 เดือน
    • มีจุดเด่นเรื่อง Cross protection ซึ่งช่วยปกป้องร่างกายแม้ในกรณีที่สายพันธุ์ที่ระบาดจริงไม่ตรงกับสายพันธุ์ในวัคซีน
  • เหมาะสำหรับ: เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ถึง 49 ปี และผู้ที่มีอาการกลัวเข็ม
  • ผลข้างเคียง: อาจมีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูกเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรกหลังรับวัคซีน
  • ข้อควรระวัง/ข้อห้าม: ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด vs แบบพ่น

 

2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด (Injectable Influenza Vaccine)

  • ประเภทวัคซีน: ผลิตจากเชื้อตาย (Inactivated Influenza Vaccine)
  • กลไกการทำงาน: กระตุ้นภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด สามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้ประมาณ 70-90% สร้างภูมิคุ้มกันคงอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน และเริ่มกระตุ้นภูมิคุ้มกันเต็มที่ภายใน 2-3 สัปดาห์
  • เหมาะสำหรับ: เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
  • ผลข้างเคียง: อาจมีอาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด ร่วมกับอาการไข้ต่ำ ๆ ปวดหัว ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลีย
  • ข้อควรระวัง/ข้อห้าม: ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่เคยแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง ผู้ที่กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ผู้ที่เพิ่งหายจากการเจ็บป่วยไม่เกิน 7 วัน และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่ในช่วงกำเริบ

 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรับวัคซีน

การฉีดวัคซีนให้ถูกจังหวะเวลาจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพทันต่อช่วงเวลาที่เชื้อโรคแพร่ระบาด โดยช่วงเวลาแนะนำ ได้แก่

 

  • ก่อนฤดูฝน: ช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
  • ก่อนฤดูหนาว: ช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม

 

เนื่องจากเป็นช่วงที่มักพบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่หนาแน่น การได้รับวัคซีนล่วงหน้าจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่พร้อมรับมือกับโรคได้อย่างเต็มที่

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบฉีด vs แบบพ่น

 

 

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q: หากกลัวเข็มฉีดยา สามารถเลือกใช้แบบพ่นจมูกได้ทันทีหรือไม่ ?

A: สามารถทำได้ หากมีอายุระหว่าง 2 ปีถึง 49 ปี และไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้าม เช่น โรคหอบหืด หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

Q: หญิงตั้งครรภ์สามารถใช้วัคซีนแบบพ่นจมูกได้หรือไม่ ?

A: ไม่แนะนำ เนื่องจากวัคซีนแบบพ่นจมูกเป็นเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ สตรีมีครรภ์จึงควรเลือกใช้วัคซีนแบบฉีดชนิดเชื้อตายซึ่งมีความปลอดภัยและเหมาะสมมากกว่า

 

Q: วัคซีนทั้งสองแบบสามารถป้องกันโรคได้นานเท่าไหร่ ?

A: แบบพ่นจมูกสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ยาวนานถึง 12 เดือน ขณะที่แบบฉีดจะให้ภูมิคุ้มกันครอบคลุมระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือน

 

บทสรุป

     การเลือกรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระหว่างแบบพ่นจมูกและแบบฉีดขึ้นอยู่กับช่วงวัยและสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปี ถึง 49 ปี และผู้ที่กังวลเรื่องการฉีดยาแบบพ่นจมูกถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สะดวก ไม่เจ็บ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว ในขณะที่การดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว แบบฉีดมาตรฐานยังคงเป็นทางเลือกหลักที่ให้ความครอบคลุมและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยได้สูงสุด