

พญ. ศรีสุภา เลาห์ภากรณ์
สูติ-นรีเวช
ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pill) คือยาที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งยังเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ โดยยับยั้งการตกไข่เปลี่ยนแปลง เยื่อบุโพรงมดลูกให้มีสภาพไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเป็นด่างเหนียวข้นขึ้น ทำให้อสุจิไม่สามารถเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ รวมทั้งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวท่อนำไข่ ทำให้ไข่ไม่สามารถเดินทางไปที่มดลูก
หมายเหตุ
ตัวเลขที่แสดงเป็นจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีดังกล่าวจำนวน 100 คน, https://www.fphandbook.org/appendix-contraceptive-effectiveness
ชนิดของยาคุมกำเนิด
1. ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม (combined pill)
ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน แบ่งออกเป็น
- เอสโตรเจนกับโปรเจสโตเจนเท่ากันทุกเม็ด มีแบบ 21 เม็ด กับ 28 เม็ด (7 เม็ดหลังไม่มีฮอร์โมน) มี 3 แบบ
- ชนิดฮอร์โมนสูง high dose (เอสโตรเจน≥50 ไมโครกรัม)
- ชนิดฮอร์โมนต่ำ low dose (เอสโตรเจน<50 ไมโครกรัม)
- ชนิดฮอร์โมนต่ำมาก ultra low dose (เอสโตรเจน≤20 ไมโครกรัม)
- แบบที่ฮอร์โมนทั้งสองชนิดไม่เท่ากัน
- ชนิด 2 ระยะ จะประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในปริมาณต่างกัน 2 แบบ เพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนของร่างกาย ในช่วงต้นรอบเดือนจะมีเอสโตรเจนสูงกว่าโปรเจสโตเจน ส่วนช่วงปลายรอบเดือนจะมีโปรเจสโตเจนมากกว่าเอสโตรเจน ซึ่งจะมี 2 สี คือ 7 เม็ดแรกเป็นสีหนึ่ง และ 15 เม็ดหลังเป็นอีกสีหนึ่ง เช่น ยาคุมกำเนิดยี่ห้อออยเลซ (Oilezz)
- ชนิด 3 ระยะ จะประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในปริมาณที่ต่างกัน 3 แบบ เพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนของร่างกายให้มากที่สุด โดยจะมีเอสโตรเจนต่ำอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงต้นและช่วงปลายรอบเดือน ส่วนกลางเดือนจะมีปริมาณเอสโตรเจนมากที่สุด ส่วนโปรเจสโตเจนจะมีปริมาณต่ำในช่วงต้นรอบเดือนและสูงสุดในช่วงปลายรอบเดือน จะมี 3 สี แบ่งเป็น 6 เม็ด 5 เม็ด และ 10 เม็ด รวมเป็น 21 เม็ด (อาจจะมีแป้งเพิ่มอีก 7 เม็ด รวมเป็น 28 เม็ดก็ได้) เช่น ยาคุมกำเนิดยี่ห้อไตรควีล่าร์ (Triquilar), ไตรนอร์ดิออล (Trinordiol) และไตรไซเลส (Tricilest)
2. ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (progesterone pill)
ยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว มี 2 แบบ
- ชนิดฮอร์โมนโปรเจสโตเจนขนาดต่ำเท่ากันทุกเม็ด (minipill)
- ชนิดฮอร์โมนโปรเจสโตเจนขนาดสูง คือยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน postcoital pill หรือ emergency pill

ข้อดียาคุมกำเนิด
ข้อดีของยาคุมกำเนิดคือประสิทธิภาพสูงถ้าทานถูกต้อง หาซื้อง่าย และเมื่อหยุดใช้สามารถกลับมามีบุตรได้ นอกเหนือจากการคุมกำเนิดแล้วยาคุมยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้อาการสิวดีขึ้น ปวดประจำเดือนลดลง เพิ่มมวลกระดูก ลดการสร้างฮอร์โมนเพศชายจากโรคถุงนำในรังไข่ (polycystic ovary syndrome) ลดเลือดออกจากมดลูก ประจำเดือนมาไม่มาก และตรงเวลา ลดอาการก่อนประจำเดือน (premenstrual Dysphonic Disorder, PMDD)
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ สม่ำเสมอ การลืมทานยา หรือทานไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้เกิดผลเสีย เช่น ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ถ้าลืมบ่อย ๆ อาจเกิดการตั้งครรภ์
กรณีลืมทานยาคุมกำเนิดให้ทานดังนี้
- ลืมทานยาหนึ่งเม็ดให้ทานทันทีที่นึกได้ และทานเม็ดต่อไปตามปกติ
- ลืมทาน 2 เม็ดติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรกให้ทานยา 2 เม็ดติดต่อกัน 2 วัน แล้วทานต่อตามปกติจนหมดแผงให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
- ลืมทานยา 2 เม็ดติดกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 หรือลืมมากกว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตามให้หยุดยาแผงนั้นจนกว่าจะมีประจำเดือนจึงเริ่มแผงใหม่ ให้ใช้ถุงยางอนามัยหรืองดการร่วมเพศ
ข้อห้ามการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ เมื่อทานยาไปต้องหยุดทานทันที ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลต่อลูกในครรภ์ เพราะโอกาสเกิดผลข้างเคียงมีน้อยมาก
- สตรีหลังคลอดไม่ถึง 21 วัน อาจเกิดภาวะดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีประวัติการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ นอนติดเตียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ มีภาวะอ้วน(BMI>30/m2) ภาวะตกเลือดหลังคลอด หลังผ่าตัดคลอดบุตร ภาวะครรภ์เป็นพิษ ภาวะติดเชื้อหลังคลอด (puerperal sepsis) และสูบบุหรี่
- ห้ามใช้ในสตรีที่ยังไม่เคยมีประจำเดือน และสตรีสูงอายุที่หมดประจำเดือนแล้ว
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีและสูบบุหรี่ตั้งแต่ 15 มวนต่อวันและต่อปี วัยนี้อาจมีปัญหาในการทานยาคุมกำเนิดได้ เพราะมีโอกาสเกิดโรคระบบหลอดเลือดได้ง่าย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตันฯลฯ
- ผู้ที่มีหรือเคยมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา, ปอด หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการแข็งตัวตัวของเลือด หรือมีประวัติสงสัยความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด เพราะการทานยาคุมกำเนิดจะทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น จึงมีโอกาสที่เกิดเส้นเลือดอุดตันมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ผู้ที่มีหรือเคยมีอาการหัวใจวายหรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน รวมถึงผู้ที่มีหรือเคยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดหัวใจวาย หรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน
- ผู้ที่เป็นโรคหัวใจบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ
- ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไมเกรนชนิดรุนแรงหรือไมเกรนบางชนิดร่วมกับความผิดปกติเฉพาะที่ของระบบประสาท เช่น การมองเห็นผิดปกติ การพูดผิดปกติ มีอาการอ่อนเพลีย หรือชาบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด หรือการทำงานของไต
- ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่เป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่
- ผู้ที่กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านม
- ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคตับ ซึ่งอาจมีอาการตัวเหลืองหรือมีอาการคันทั่วร่างกาย และตับยังคงทำงานผิดปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคไต หรือมีภาวะการทำงานของไตบกพร่องอย่างรุนแรง หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน
- ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นเนื้องอกในตับชนิดไม่ร้ายแรงหรือชนิดร้ายแรง
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (SLE)
- ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่ และห้ามขยับตัวนาน
- ผู้ที่แพ้ต่อตัวยาสำคัญหรือส่วนประกอบอื่นในยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคันเป็นผื่น หรือบวมได้
คำแนะนำจากแพทย์
หากมีความผิดปกติในข้อหนึ่งข้อใดที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในขณะทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ให้หยุดยาทันทีและไปพบแพทย์
การเลือกใช้การคุมกำเนิดด้วยยาคุม
การเลือกวิธีคุมกำเนิดด้วยยาคุม ควรพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การใช้ยาอย่างถูกต้อง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิดได้ถึง 99% แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดจะลดลงเช่นกัน นอกจากนี้ส่วนประกอบในยาคุมกำเนิด ซึ่งรวมถึงปริมาณ ชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนที่หลากหลายทำให้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นรายไป ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มทานยา
แก้ไขล่าสุด 24/07/63