โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
รักษาด้วยการฉีดยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน


ผศ.นพ.ปรัชญา ศรีวานิชภูมิ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท
โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial spasm: HFS) เป็นโรคจากการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อใบหน้า ส่วนใหญ่จะเกิดอาการ “กระตุก” ที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง อันเนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้ามีปัญหา ได้แก่ กล้ามเนื้อรอบดวงตา หน้าผาก มุมปากและกล้ามเนื้อชั้นตื้นบริเวณลำคอ อาการจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ในรายที่อาการมากอาจกระตุกจนกล้ามเนื้อหดเกร็งค้างจนใบหน้าและมุมปากเบี้ยวผิดรูป ตาข้างที่มีอาการลืมไม่ขึ้นร่วมกับได้ยินเสียง “คลิก” ในหูข้างเดียวกัน

ความรุนแรงของโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
การศึกษาถึงความชุกของโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกในสหรัฐอเมริกาพบว่าโรคดังกล่าวพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยคิดเป็น 14.5 รายต่อประชากร 100,000 รายในเพศหญิงและประมาณ 7.4 ราย/ประชากร 100,000 รายในเพศชาย อย่างไรก็ตาม ความชุกดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในกลุ่มชาวเอเชียมากกว่ากลุ่มชาวตะวันตก
สาเหตุของโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
ใบหน้ากระตุกครึ่งซีกเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น

ส่วนสาเหตุอื่นที่ก่อให้เกิดโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกแต่พบได้ไม่บ่อย ได้แก่
- เนื้องอกบริเวณก้านสมอง
- โรคปลอกเยื่อหุ้มประสาทส่วนกลางอักเสบ (demyelinating diseases) เป็นต้น

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น
ตัวอย่างของปัจจัยที่อาจจะกระตุ้นให้อาการกระตุกเป็นเพิ่มขึ้น เช่น
- อยู่ในที่เสียงดังหรือแสงสว่างมาก
- การเคี้ยว การพูด การล้างหน้าหรือแปรงฟัน
- ภาวะเครียด วิตกและการอดนอน
- การจ้องหน้าจอ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน
แนวทางการรักษาโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกในปัจจุบัน
ปัจจุบันแนวทางการรักษาโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกแบ่งออกเป็น 3 วิธี ได้แก่
1. การรับประทานยา
- ข้อดี ไม่มีอาการเจ็บปวด เลือดออกหรือติดเชื้อใด ๆ ซึ่งอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการฉีดยาหรือผ่าตัด
- ข้อเสีย เนื่องจากยาส่วนใหญ่ที่ใช้ลดอาการกระตุกมีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม ฉะนั้นหลังจากทำหัตถการควรพักผ่อนและลดการทำกิจกรรมการขับขี่
- ระยะเวลารักษา การทานยาเป็นเพียงแค่บรรเทาแต่เมื่อยาหมดฤทธิ์ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ฉะนั้นจึงต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง
- ตัวอย่างชนิดยารับประทาน
- ยาโคลนาซีแพม (clonazepam)
- ยาคาร์บามาซีพีน (carbamazepine)
- ยาบาโคลเฟน (baclofen)
2. การใช้โบทูลินั่มท็อกซินเพื่อลดอาการกระตุก
- ข้อดี เป็นการทำหัตถการเฉพาะจุดที่กระตุกซึ่งช่วยลดอาการได้มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 70-80 และไม่ส่งผลต่ออวัยวะในระบบอื่น
- ข้อเสีย อาจเกิดความเจ็บปวด ห้อเลือด เลือดออก หนังตาตก มุมปากตก หรือการติดเชื้อบริเวณที่ทำหัตถการ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยวิทยาการแพทย์ปัจจุบันทำให้ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงให้พบได้น้อยลงมากหรือเกิดเพียงชั่วคราว
- ระยะเวลารักษา เนื่องจากโบทูลินั่มท็อกซินออกฤทธิ์ได้ครั้งละประมาณ 3-4 เดือน ฉะนั้นผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับยาต่อเนื่องทุก 3-4 เดือน อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ยาอาจอยู่นานถึง 6 เดือน ในระหว่างนั้นควรพบแพทย์เพื่อดูอาการและเตรียมรักษา
- ตัวอย่างของยาโบทูลินั่ม ท็อกซิน ชนิด เอ ที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
- OnabotulinumtoxinA ชื่อการค้าคือ Botox®
- AbobotulinumtoxinA ชื่อการค้าคือ Dysport®

3. การผ่าตัดเพื่อแยกวงของหลอดเลือดบริเวณก้านสมองออกจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7
- ข้อดี หากแพทย์ฉายภาพรังสีแล้วพบว่ามีวงของหลอดเลือดกดเบียดเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ชัดเจน แพทย์จะผ่าตัดเพื่อแยกหลอดเลือดออกจากเส้นประสาท ซึ่งรักษาได้ตรงจุดและลดใบหน้ากระตุกได้มีประสิทธิภาพ
- ข้อเสีย อาจเกิดความเจ็บปวด เลือดออก การติดเชื้อบริเวณที่ผ่าตัดหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น อย่างไรก็ตาม วิทยาการแพทย์สมัยใหม่ได้พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดซึ่งลดการเกิดผลข้างเคียงได้มาก
- ระยะเวลารักษา โดยทั่วไปการเข้ารับการผ่าตัดเพียง 1 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับผลระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำหรือเปลี่ยนวิธีรักษาด้วยโบทูลินั่มท็อกซิน




โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่ใบหน้าก็เป็นส่วนสำคัญของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจได้
12/11/63