นพ. ดนัย ลิ้มมธุรสกุล
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

ในวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เมนูจากปลาน้ำจืดดิบถือเป็นอาหารเลิศรสที่มีสืบทอดกันมานาน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความอร่อยนั้นกลับแฝงไปด้วยภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่าง "พยาธิใบไม้ตับ" เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่นำไปสู่การอักเสบเรื้อรังในระบบท่อน้ำดี และอาจพัฒนากลายเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
โรคพยาธิใบไม้ตับ (Liver Flukes) ในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากพยาธิชนิด Opisthorchis viverrini พยาธิชนิดนี้มีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ส่วนหัวและท้ายเรียวมน ขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดี ภายในตับของคน รวมถึงสัตว์รังโรคอย่างสุนัขและแมว เมื่อพยาธิผสมพันธุ์จะวางไข่จำนวนมาก ไข่เหล่านั้นจะปนออกมากับน้ำดีลงสู่ลำไส้และขับถ่ายออกมาพร้อมกับอุจจาระ
หากมีการถ่ายนอกห้องสุขาและไข่ตกลงสู่แหล่งน้ำ วงจรชีวิตของมันจะเริ่มขึ้นอีกครั้งผ่านหอยและปลาน้ำจืด
ความน่ากลัวของโรคนี้คือใน ระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่ามีการติดเชื้อ แต่เมื่อมีการสะสมของพยาธิมากขึ้นหรือปล่อยไว้นานจะเริ่มปรากฏอาการเด่น ดังนี้

เมื่อพยาธิทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร ผอมลง อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ๆ และเริ่มพบอาการภาวะดีซ่านคือตัวเหลือง ตาเหลือง เนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำดี
หากพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดี จะพบอาการตับโต ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) น้ำหนักตัวลดลงมาก ตาเหลืองและเบื่ออาหารมากขึ้น ตับจึงได้รับความเสียหายอย่างถาวรและนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สาเหตุหลักเกิดจากการมีพฤติกรรมรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาว วงศ์ปลาตะเพียน เช่น ปลาขาว ปลาสร้อย ปลากระสูบ ที่นำมาปรุงแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ เมนูที่เสี่ยงสูง เช่น

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสุขาภิบาล เช่น การขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้ำหรือนอกส้วม ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของไข่พยาธิเข้าสู่สิ่งแวดล้อม
สถานการณ์ของโรคพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทยยังคงมีความรุนแรง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
การรักษาปัจจุบันใช้ยา พราซิควอนเทล (Praziquantel) ซึ่งให้ผลดีมาก แต่การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ยั่งยืนหากยังมีพฤติกรรมรับประทานปลาดิบอยู่ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือหลัก "5 ส"