Messenger

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า

July 03 / 2026

โรคพิษสุนัขบ้า

 

     โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ (Rabbies, Hypophobia) เกิดจากเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า (Rabies Virus) ซี่งสามารถติดต่อจากสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสู่คนโดยเฉพาะ เพียงได้รับบาดแผลจากสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัด ทั้งการข่วนหรือการเลียบริเวณที่มีแผลรอยข่วนก็ติดเชื้อได้ 

 

ความรุนแรงของโรคพิษสุนัขบ้า

     โรคพิษสุนัขบ้าสามารถติดต่อได้ผ่านน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าทั้งทางปาก จมูก ดวงตาและบาดแผล โดยสัตว์ที่นำโรคที่สำคัญที่สุดได้แก่ สุนัข แมว และอาจพบในสัตว์อื่น ๆ ทั้งสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ม้า วัว ควายและสัตว์ป่า เช่น ลิง ชะนี กระรอก กระแต เป็นต้น เมื่อคนได้รับเชื้อแล้วและไม่ได้รับการป้องกันที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะมีอาการหลังจากรับเชื้อ 15 – 60 วัน บางรายอาจน้อยกว่า 10 วัน หรือนานเป็นปี เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาสำหรับใช้รักษาโรคพิษสุนัขบ้า ฉะนั้นการป้องกันโรคจึงสำคัญที่สุด

 

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย

 

  • อาการที่พบบ่อยคือคันบริเวณบาดแผลที่ถูกกัดซึ่งอาจหายสนิทไปนานแล้ว แต่ต่อมาลุกลามไปที่อื่น ผู้ป่วยจะเกามากจนเลือดออกซิบ 
  • กลืนลำบาก กล้ามเนื้อที่ลำคอและกล่องเสียงหดเกร็งตัว
  • อยากดื่มน้ำแต่กลืนไม่ได้ ทำให้กลัวน้ำ น้ำลายฟูมปาก บ้วนน้ำลายบ่อย
  • รู้สึกกระวนกระวาย ตื่นเต้น ใจคอหงุดหงิด
  • หายใจเร็ว ประสาทสัมผัสจะไวต่อการกระตุ้น
  • ตกใจง่ายและสะดุ้งผวาเมื่อถูกลม หรือได้ยินเสียงดัง
  • กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งกระตุก

 

 

พิษสุนัขบ้า

 

 

ระยะหลังจะเป็นอัมพาตหมดสติและเสียชีวิตภายใน 2-7 วัน นับจากเริ่มแสดงอาการ

 

 

วิธีสังเกตสุนัขหรือแมวที่เป็นโรคกลัวน้ำ

อาการของสัตว์จะมีนิสัยผิดไปจากเดิม

 

ระยะแรก

  • มีอาการตื่นเต้น ตกใจง่าย กระวนกระวาย กระโดดงับลม หรือแมลง
  • รับประทานของแปลก ๆ เช่น เศษไม้ หิน ดิน ทราย กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
  • รับประทานอาหารได้น้อยลง ม่านตาเบิกขยาย ไวต่อแสงและเสียง

 

ระยะท้าย

  • มีอาการอัมพาต ทำให้เสียงเห่าหอนผิดปกติ หลังแข็ง หางตก ลิ้นห้อย คางจะห้อย
  • น้ำลายไหลซึม กลืนไม่ได้ ขากรรไกรแข็ง
  • อ้าปากค้าง ขาสั่น เดินไม่มั่นคง
  • อาการอัมพาตจะลุกลามไปทั่วตัว ล้มลง ชักและตายภายใน 10 วันนับตั้งแต่แสดงอาการ

 

อย่างไรก็ตามสัตว์บางตัวอาจมีอาการซึมโดยแสดงอาการระยะ ตื่นเต้น สั่นหรือไม่แสดงอาการเลย ซุกซ่อนอยู่ในที่มืดและเงียบๆ ไม่กินอาหาร อาจเอาเท้าตะกรุยคอคล้ายกระดูกติดคอ โดยไม่มีอาการดุร้ายให้เห็น จะกัดคนเมื่อถูกรบกวน ดังนั้นจึงต้องสนใจระมัดระวังต้องไปพบแพทย์

 

 

พิษสุนัขบ้าพิษสุนัขบ้าพิษสุนัขบ้าพิษสุนัขบ้า

 

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

     การป้องกันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคพิษสุขบ้า จึงควรหลีกเลี่ยงการถูกกัดให้ได้มากที่สุด หรือเมื่อโดนกัดแล้วควรปฏิบัติ โดย “สุนัขกัด ต้องล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ให้วัคซีนต่อจนครบชุด” ตามขั้นตอนดังนี้

 

1.  นำสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีน

     นำสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ไปให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้ากำหนดเจ้าของต้องนำสุนัขไปรับการให้วัคซีนเข็มแรกอายุ 2-5 เดือน และควรให้ กระตุ้นหลังจากเข็มแรก 1-3 เดือน

 

2. หลีกเลี่ยงด้วย '5 '  

     เราควรลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ 5 ย ได้แก่ “อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง” คือ อย่าแหย่ให้สุนัขหรือสัตว์ต่างๆ โกรธ อย่าเหยียบหาง หัว ตัว ขา หรือทำให้สุนัขหรือสัตว์ต่างๆ ตกใจ อย่าแยกสุนัขหรือสัตว์ต่าง ๆ ที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า อย่าหยิบจานข้าวหรือเคลื่อนย้ายอาหาร ขณะที่สุนัขหรือสัตว์ต่างๆ กำลังกิน อย่ายุ่งกับสุนัขหรือสัตว์ต่าง ๆ ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ

 

3.  ระวังบุตรหลานไม่ให้เล่นคลุกคลีกับสุนัข

     หรือสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ให้วัคซีน หรือไม่ทราบประวัติการให้วัคซีน ควรนำสัตว์เลี้ยงไปรับการให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด เพราะสัตว์ที่ได้รับวัคซีนถูกต้องแล้วประมาณ 1 เดือน จึงจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ และถ้าไม่ต้องการให้สุนัขมีลูกควรนำไปคุมกำเนิด เช่น ทำหมัน ให้ยาคุม

 

4. แยกขยะและเก็บกวาดให้สะอาด

     ควรทิ้งขยะ เศษอาหาร ในที่ที่มีฝาปิดมิดชิดหรือกำจัดโดยการฝังหรือเผา เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งอาหารสุนัขจรจัด และดูแลสุนัขอย่างรับผิดชอบ ไม่ควรปล่อยให้ไปก่อความรำคาญเสียหายต่อผู้อื่น

 

5.  เมื่อพบเห็นสุนัข

     หรือสัตว์ทีมีอาการที่คิดว่าจะเป็นโรคนี้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลทราบโดยด่วนเพื่อดำเนินการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ไปที่อื่นและ ติดตามคนที่ถูกสุนัขตัวดังกล่าวกัด ข่วน มารับการรับวัคซีน

 

 

พิษสุนัขบ้า

 

 

การรักษาโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด

 

  • ผู้ป่วยควรรีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง
  • เช็ดให้แห้งแล้วใส่สารละลายไอโอดีนที่ไม่มี แอลกอฮอล์ เช่น โพวิดีน ไอโอดีน หรือยารักษาแผลสดอื่น ๆ แทน
  • ติดตามหาเจ้าของสุนัขที่กัดเพื่อถามประวัติการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและประวัติอาการสุนัขเพื่อเฝ้าสังเกตต่อไป

 

บุคคลทั่วไปที่ใกล้ชิดสัตว์ควรรับวัคซีน

  • รีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ใกล้ที่สุด เพื่อรับคำแนะนำในการรับวัคซีน และภูมิต้านทาน (Immunoglobulin) ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
    • รับวัคซีนและภูมิต้านทานให้ครบตามนัดหมาย
    • ควรกักตัวสุนัขหรือแมวที่กัดไว้เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน โดยในระหว่างนี้ควรให้อาหารและน้ำสุนัขหรือแมวดังกล่าวตามปกติ แต่ต้องระวังและไม่คลุกคลีด้วย
    • ถ้าสัตว์มีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที และถ้าสัตว์ตายในระหว่างนี้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตัดหัวสัตว์ส่งตรวจเชื้อพิษสุนัขบ้า

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 

 

ควรหลีกเลี่ยงการถูกสุนัขกัดให้ได้มากที่สุด หรือเมื่อโดนกัดแล้วควรปฏิบัติ โดย “ต้องล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ให้วัคซีนต่อจนครบชุด”