Messenger

โรคลมชัก: เมื่อจังหวะชีวิตสะดุดลงจากสาเหตุ “คลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ”

February 10 / 2026

โรคลมชัก

 

 

 

     อุบัติเหตุที่แฝงมากับ “โรคลมชัก” เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลา เมื่อระบบการสื่อสารในสมองเกิดความผิดปกติชั่วขณะ บ่อยครั้งที่ "ความไม่รู้" นำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่หมอเชื่อมั่นเสมอว่า "การเตรียมพร้อมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด" หากคนใกล้ชิดเข้าใจตัวโรคอย่างถูกต้อง รู้ทันสัญญาณเตือน และทราบวิธีรับมืออย่างมีสติ เราไม่เพียงลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้เท่านั้น แต่ยังคลายกังวลผู้ป่วย เพื่อให้เขาดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง

 

 

หมอจึงขอส่งต่อความห่วงใยผ่านความรู้เรื่องโรคลมชัก เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ร่วมกันป้องกันเหตุไม่คาดฝันค่ะ

 

 

สาเหตุของโรคลมชัก

1.  โรคลมชักเป็นอาการที่เกิดจาก “ความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง”

     เช่น อาจจะมีจุดที่ไฟฟ้าในสมองช็อตหรือลัดวงจรพูดง่าย ๆ ทำให้อาการชักเกิดขึ้นโดยจะเกิดอาการได้หลายแบบซึ่งบางรายที่มาหาคุณหมอก็มีอาการแค่เหมือนเหม่อกระพริบตาแล้วก็ไม่รับรู้โลกภายนอกแค่กระพริบตาหรือขยับเคี้ยวปากนิดหน่อยขณะที่บางคนก็รับรู้ตัวโดยยังมีสติรับรู้อยู่เพียงแต่ว่าควบคุมอาการกระตุกหรืออาการสั่นที่เกิดขึ้นไม่ได้ มีการกระตุกหรือสั่นเป็นจังหวะ

 

2.  บางคนก็เดินพูดซ้ำ ๆ เบลอ ๆ หมุนไปหมุนมา

     หรือไม่ก็มีน้ำลายไหลอย่างรุนแรงหลายคนอาจเรียกโรคนี้ว่า “ลมบ้าหมู” ในกรณีที่มีอาการเกร็งชักกระตุก ชักทั้งตัว หมดสติ บางรายก็อาจมาจากอาการวูบล้มทันทีก็ได้

 

3.  สาเหตุที่ชักจะมีหลายอย่าง

     อาการชักสามารถเกิดจากปัจจัยทางสมองเองก็ได้โดยที่บางคนมีโรคความพิการทางสมองมาแต่กำเนิดหรือเป็นโรคทางพันธุกรรมมีประวัติครอบครัวมีอาการชักในบางรายมีเนื้องอกในสมอง หรือเคยมีเลือดออกในสมองมีแผลเป็นเนื้อสมองเกิดขึ้นเพราะสมองมีการพัฒนาการที่ผิดปกติหรือเกิดจากการติดเชื้อ มีลักษณะเนื้อสมองอักเสบหรือเป็นฝีในเนื้อสมองก็ได้

 

 

โรคลมชัก

 

 

 

4.  บางคนก็อาจเกิดจากมีพยาธิในเนื้อสมองก็มาด้วยในอาการชักได้

     ส่วนบางรายที่ไม่มีความผิดปกติในเนื้อสมองโดยตรงแต่มีไฟฟ้าในสมองลัดวงจรก็เกิดอาการชัก หรืออาจเกิดจากการมีตัวกระตุ้น เช่น ภาวะที่ร่างกายเกิดอาการเครียด เพลียหรือเหนื่อยล้ามากเกินไปหรือตรากตรำ อดนอนติดต่อกันบางคนก็ติดต่อกันหลายคืน หรือการได้รับสารการกระตุ้น สารเสพติด แอลกอฮอล์หรือมียาบางตัวก่อให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาทระบบสมองก็ก่อให้เกิดอาการชักได้เช่นกัน

 

โรคลมชัก

 

ความอันตรายของอาการชักคือผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ไม่รู้สึกตัว

     ความอันตรายของอาการชักคือผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ไม่รู้สึกตัวจึงอาจจะเกิดภาวะอุบัติเหตุแทรกซ้อน เช่น กำลังทำอะไรอยู่บนที่สูงขณะเกิดอาการชักก็อาจล้มหรือพลัดตกลงมา หรือหากชักขณะว่ายน้ำก็จมน้ำได้ หรือถือของร้อน ของแหลมของมีคมก็เกิดอันตรายจากอุบัติเหตุตามมาได้...หรืออย่างกรณีที่เกริ่นนำในเบื้องต้นคือกรณีที่เกิดอาการชักขณะกำลังรับบทสารถีนั่นเอง

 

เทคโนโลยีการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย-รักษาอาการชัก 

     เพื่อให้ได้ทราบถึงต้นตอของปัญหาอาการชักของผู้ป่วยอันจะนำไปสู่การบำบัดรักษาอย่างได้ผล “คุณหมอสุธิดา” ได้ให้ความกระจ่างว่าต้องมาซักประวัติ มาตรวจร่างกายกันว่ามีสาเหตุที่เป็นจากสภาพเนื้อสมองโดยตรงหรือเปล่า นอกเหนือจากนี้อาจจะต้องเจาะเลือดไปตรวจ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อดูลักษณะว่ามีคลื่นที่แสดงถึงอาการชักหรือไม่ และถ้าจำเป็นในบางรายก็ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยการสแกนสมองไม่ว่าจะเป็นด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซีทีสแกน CT Scan หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI Scan

 

 

บางรายถ้าจำเป็นก็ต้องเจาะหลังเพื่อตรวจน้ำไขสันหลังร่วมด้วยค่ะส่วนการรักษานะคะถ้าเราตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจน เช่นบางรายที่เป็นเนื้องอกในสมอง เป็นฝีในสมองก็อาจจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการผ่าตัด

 

 

การป้องกันโรคลมชัก

ส่วนใหญ่ในการควบคุมอาการชักจะเริ่มต้นได้ง่ายด้วยการดูแลตัวเอง 

 

  • หลีกเลี่ยงมิให้เกิดภาวะเครียดหรือเหนื่อยล้าเกินไปดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น สารเสพติดต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการชัก

 

 

 

 

'ไม่ควรหยุดยาเอง' คือคำเตือนแรกของแพทย์

     บางรายที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคลมชักก็อาจต้องได้รับยารักษาซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยควรรับประทานยารักษาอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดยาเอง เพราะอาการชักสำหรับบางคนจะไม่มีอาการเตือนหากแต่เป็นขึ้นเฉียบพลันก็อาจก่อให้เกิดอันตรายแทรกซ้อนได้ค่ะ

 

บททิ้งท้ายจากแพทย์

     คุณหมอยังได้สรุปให้ฟังถึงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับอาการชักก็คือการชักแต่ละครั้งจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือการบาดเจ็บเกิดขึ้นกับเซลล์สมองและในรายที่มีอาการชักซ้ำๆ หลายๆ ทีนั้นในระยะยาวก็จะเกิดผลเสียต่อสมองในเรื่องของความจำโดยทำให้ความจำถดถอยช้าลงอาจจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจนในที่สุดเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ !! ซึ่งยังไงก็เป็นเรื่องน่าห่วงทั้งสิ้นสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยอาการชักอย่างที่ว่านี้เพราะเหตุเหล่านี้ทำให้ “คุณหมอสุธิดา” ขอฝากคำแนะนำมายังคนใกล้ชิดซึ่งมีภาระในการดูแลผู้ป่วย

 

การปฐมพยาบาลเป็นสิ่งจำเป็น

     ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องนะคะหลีกเลี่ยง หรือห้ามเด็ดขาดสำหรับการใช้ของแข็งไม่ว่าจะเป็นไม้ ตะเกียบ ซ้อน หรือส้อมไปงัดปากไม่ให้กัดลิ้น เพราะนั่นอาจทำให้เกิดอันตรายโดยเกิดการบาดเจ็บที่ลิ้น หรือใบหน้าได้ อีกอย่างที่ต้องระวังคือการสำลักหากเกิดอาการชักโดยมีเศษอาหารในปาก ให้พยายามเอาออกด้วยการจับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มแล้วก็ปล่อยสักพักเพราะปกติส่วนใหญ่อาการชักจะหยุดได้เองภายใน 1-2 นาทีแต่ถ้าอาการชักดูท่าจะยาวเกิน 5 นาทีก็ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลค่ะ

 

 

หลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงที่เกิดการชัก ในรายที่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความดูแลของแพทย์