พญ. ตวงพร ตุรงค์สมบูรณ์
กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ

HIV (เชื้อไวรัสเอชไอวี) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ยังคงอยู่ใกล้ตัวเรา อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงติดภาพจำจนสับสนว่า “เอชไอวี” และ “เอดส์” นั้นแตกต่างกันอย่างไร? และบางประเด็นก็ดูเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจนไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ หมอจึงอยากพาทุกคนเข้าใจถึงภาวะเอชไอวีอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เราใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างปลอดภัยที่สุด
ไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมกว่า 557,993 คน แม้ตัวเลขรวมทั้งประเทศจะลดลงราว 12,000 คนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มที่ยังน่าห่วงคือ เยาวชนอายุ 15–24 ปี ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสะสมราว 25,120 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละ 1,600–1,800 คน ภาคกลางมีผู้ติดเชื้อสูงสุด
รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยมี 13 จังหวัดที่ยอดสะสมทะลุหลักหมื่นราย สาเหตุหลักยังคงมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
ติดต่อได้จาก 3 ทางหลัก ได้แก่
ไม่ติดต่อจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กอด จับมือ ใช้ห้องน้ำ จาน ช้อนส้อมร่วมกัน ไอจาม หรือถูก ยุงกัด เพราะเชื้อ HIV มีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในเซลล์มนุษย์เท่านั้น
A: แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำลายมีเชื้อน้อยมาก ต้องได้รับปริมาณมหาศาลถึงจะเสี่ยง ดังนั้น การจูบภายนอกหรือการเปื้อนน้ำลายทั่วไปจึงไม่มีความเสี่ยง
A: มีโอกาสแต่จัดว่าต่ำและขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเฉพาะ โดยจะมีความเสี่ยงก็ต่อเมื่อมีของเหลวที่มีปริมาณเชื้อสูง เช่น น้ำอสุจิหรือน้ำในช่องคลอด สัมผัสโดยตรงกับแผลหรือเยื่อบุที่เปราะบางในช่องปาก หากในช่องปากมีแผลเปิด เหงือกอักเสบ หรือมีแผลร้อนใน และไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกัน ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้
A: มีความเสี่ยงต่ำ แต่เพิ่มขึ้นหากมีแผลในปากและสัมผัสน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งโดยตรง
A: ไม่ติดอย่างแน่นอน เชื้อเอชไอวีสามารถเจริญเติบโตและมีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในเซลล์ของมนุษย์เท่านั้น เชื้อไม่สามารถมีชีวิตอยู่หรือแพร่พันธุ์ในสัตว์ชนิดอื่นรวมถึงในตัวยุงได้ ยุงจึงเป็นเพียงผู้ดูดเลือดแต่ไม่ใช่นำโรคเอชไอวีแต่อย่างใด
เมื่อตรวจพบเชื้อเอชไอวี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็วที่สุด การรับประทานยาต้านไวรัส (ARV) อย่างสม่ำเสมอ ตรงเวลา และมีวินัยต่อเนื่องตลอดชีวิต จะช่วยลดปริมาณไวรัสในเลือดลงจนเหลือน้อยมากจนเกือบตรวจไม่พบ (Undetectable) ซึ่งส่งผลดีสองต่อ
อ้างอิง: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลรามคำแหง, ไทยรัฐออนไลน์