รศ.นพ. บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล
อายุรศาสตร์โรคหัวใจ, หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก อาการเหล่านี้อาจทำให้คุณตกใจและกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจ ทว่า อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจได้ เช่น โรคแพนิค วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความต่างระหว่างอาการใจสั่นจาก ‘โรคแพนิค’ และ ‘ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ’ เพื่อเข้าใจถึงสาเหตุของอาการ และสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง
แพนิคเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอย่างรุนแรง โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นกะทันหัน เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และมีความรุนแรงกว่าความเครียดทั่วไปอาการมักจะกินเวลา 10-20 นาที แต่บางรายอาจมีอาการนานเป็นชั่วโมง อาการที่พบในผู้ป่วยโรคแพนิค ได้แก่

วิธีรักษาโรคแพนิค สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการหลายอย่าง โดยการรักษาจะเน้นไปที่การควบคุมอาการและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบกลับมาอีก ซึ่งประกอบด้วย

ภาวะหัวใจเต้นที่ผิดจังหวะมี 2 ลักษณะ คือ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทั้งสองอย่างพร้อมกัน เช่น หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจมีอาการที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงอาการรุนแรง หมดสติหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน สัญญาณเตือนที่ควรระวังมี ดังนี้
การมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อตรวจวินิจฉัยและป้องกันความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
แพทย์ได้แบ่งชนิดของโรคออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ
แบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น
การวินิจฉัยภาวะใจเต้นผิดจังหวะทำได้ยาก เนื่องจากอาการหลากหลายและเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างกัน บางชนิดเกิดเพียงเสี้ยววินาทีหรือเป็นหลายชั่วโมง การวินิจฉัยที่ถูกต้องจำเป็นต้องจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในขณะที่มีอาการเท่านั้น

EKG เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ใช้วินิจฉัยภาวะใจเต้นผิดจังหวะ โดยการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจและแสดงผลในรูปกราฟแบบ 12 ช่องสัญญาณ ซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำสูง การตรวจนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการขณะอยู่ในโรงพยาบาล
เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจต่อเนื่อง 24-48 ชั่วโมงเป็นแบบพกติดตัวได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการทุกวันหรือเกือบทุกวัน เครื่องนี้สามารถตรวจจับความผิดปกติแม้ในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการ
อุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดแผ่นปิดบริเวณหัวใจเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่บ่อย โดยเครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ตรวจพบความผิดปกติได้ง่ายขึ้นและสะดวกกว่า เพราะไม่มีสายรุงรัง
Event recorder/Loop recorder เป็นเครื่องบันทึกชนิดพกพาเสมือนอุปกรณ์ Smart Watch เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง เช่น เดือนละ 1-2 ครั้ง เมื่อมีอาการ ผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องนี้บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ทันที
ILR เป็นเครื่องบันทึกที่แพทย์ฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง แต่อาการรุนแรง เช่น หมดสติที่ไม่ทราบสาเหตุ เครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจเฉพาะเมื่อเกิดอาการ
การตรวจชนิดนี้เริ่มด้วยการสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดดำเข้าสู่หัวใจ เพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจและกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติด้วยวิธีอื่น

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายชนิดและสาเหตุ ทำให้การรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นการรักษาสามารถเริ่มตั้งแต่การปรับการใช้ชีวิต เช่น หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นหัวใจ การรักษาโรคที่เป็นตัวกระตุ้น หากยังมีอาการ การรักษาจะมุ่งแก้ไขการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะโดยตรง การรักษาหลัก ๆ ได้แก่
เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ใช้สำหรับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติหรือมีภาวะหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว แพทย์จะฝังเครื่องนี้ใต้ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า เมื่อหัวใจเต้นช้าลง เครื่องจะส่งพลังงานไฟฟ้าเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นหัวใจให้เต้นในจังหวะปกติ
เครื่องกระตุกหัวใจ (AICD) ใช้ในผู้ป่วยหัวใจเต้นเร็วรุนแรงที่อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น แพทย์จะฝังเครื่องนี้ไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า แต่เมื่อพบว่าใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เครื่องจะส่งพลังงานไฟฟ้าสูงเพื่อกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นปกติในเวลาไม่กี่วินาที
แพทย์จะใช้สายสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดดำหรือแดงเพื่อหาจุดที่ใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากนั้นจึงจี้ทำลายด้วยคลื่นวิทยุที่เปลี่ยนเป็นความร้อนแล้ว เพื่อรักษาให้หายขาดจากโรค โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการทานยาตลอดชีวิต
การจี้หัวใจด้วยความเย็น (Cryoablation) เป็นการจี้ทำลายวงจรหัวใจที่ผิดปกติด้วยพลังงานความเย็น โดยเฉพาะในผู้ป่วยหัวใจจังหวะเต้นพลิ้ว (AF) ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการจี้ด้วยความร้อน แต่มีข้อดีคือใช้เวลาน้อยกว่าและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้าง รวมถึงลดอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษา นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาเลือกการจี้หัวใจด้วยสนามไฟฟ้า (PFA) ตามความเหมาะสม

อาการใจสั่น เป็นอาการที่พบได้บ่อยและอาจเกิดจากหลายสาเหตุ โดย 2 สาเหตุหลักที่พบบ่อย คือ โรคแพนิค และโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
สุดท้ายแล้วการแยกแยะระหว่างอาการใจสั่นที่เกิดจากโรคแพนิคและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำได้ยากสำหรับผู้ป่วยเอง การปรึกษาแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง