Messenger

เช็กให้ดี ไม่มีพลาด แพนิค VS หัวใจเต้นผิดจังหวะ ต่างกันยังไง

June 24 / 2026

โรคแพนิค หัวใจเต้นผิดจังหวะ

 

 

 

     ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก อาการเหล่านี้อาจทำให้คุณตกใจและกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจ ทว่า อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจได้ เช่น โรคแพนิค วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความต่างระหว่างอาการใจสั่นจาก ‘โรคแพนิค’ และ ‘ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ’ เพื่อเข้าใจถึงสาเหตุของอาการ และสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง

 

อาการของโรคแพนิค

แพนิคเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอย่างรุนแรง โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นกะทันหัน เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และมีความรุนแรงกว่าความเครียดทั่วไปอาการมักจะกินเวลา 10-20 นาที แต่บางรายอาจมีอาการนานเป็นชั่วโมง อาการที่พบในผู้ป่วยโรคแพนิค ได้แก่

 

  • หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ออก รู้สึกขาดอากาศ
  • หวาดกลัวอย่างรุนแรงจนร่างกายขยับไม่ได้
  • เวียนศีรษะหรือรู้สึกคลื่นไส้
  • เหงื่อออก มือเท้าสั่น
  • รู้สึกหอบและเจ็บหน้าอก
  • วิตกกังวลหรือกลัวว่าจะตาย รวมถึงรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้
  • หวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เคยทำให้กลัว

 

 

ใจสั่น หัวใจเต้นแรง

 

วิธีรักษาโรคแพนิค

วิธีรักษาโรคแพนิค สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการหลายอย่าง โดยการรักษาจะเน้นไปที่การควบคุมอาการและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบกลับมาอีก ซึ่งประกอบด้วย

 

  • การใช้ยา: เพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ
  • การทำจิตบำบัด: ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและจัดการกับความคิดและความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: เรียนรู้วิธีการผ่อนคลายและจัดการกับสถานการณ์ที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
  • การฝึกการหายใจ: ช่วยควบคุมสติและลดความวิตกกังวล
  • การดูแลจากคนรอบข้าง: คนรอบข้างควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคแพนิค เพื่อให้เข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย

 

ใจสั่น หัวใจเต้นแรง

 

 

ภาวะหัวใจเต้นที่ผิดจังหวะเป็นอย่างไร

ภาวะหัวใจเต้นที่ผิดจังหวะมี 2 ลักษณะ คือ

 

  • อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ: เช่น เต้นช้าเกินไปหรือเร็วเกินไป
  • จังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ: เช่น เต้น ๆ หยุด ๆ

 

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทั้งสองอย่างพร้อมกัน เช่น หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ

 

 

อาการของโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจมีอาการที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงอาการรุนแรง หมดสติหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน สัญญาณเตือนที่ควรระวังมี ดังนี้

 

  • หัวใจเต้นพลิ้วหรือไม่สม่ำเสมอ
  • หัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจไม่ทัน
  • เป็นลม หรือวูบหมดสติ
  • ใจสั่น รู้สึกคล้ายจะหน้ามืด หรือเวียนศีรษะ

 

 

การมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อตรวจวินิจฉัยและป้องกันความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

 

 

หัวใจที่เต้นผิดจังหวะมีกี่ชนิด

แพทย์ได้แบ่งชนิดของโรคออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ

 

  • หัวใจเต้นช้าเกินไป: หัวใจเต้น น้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที
  • หัวใจเต้นเร็วเกินไป: หัวใจเต้น มากกว่า 100 ครั้ง/นาที

 

ชนิดของหัวใจเต้นเร็วเกินไป

แบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น

 

  • หัวใจเต้นเร็วชนิดไม่รุนแรง เช่น หัวใจห้องบนเต้นเร็ว (SVT), หัวใจห้องล่างเต้นเร็ว (VT)
  • หัวใจเต้นเร็วชนิดรุนแรง เช่น ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว (VF) ทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา
  • หัวใจเต้นที่ผิดจังหวะหรือเต้นสะดุด ทำให้ใจสั่น วูบ หรือรู้สึกหวิว ๆ
  • หัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (AF) เป็นภาวะหัวใจเต้นที่ผิดจังหวะที่พบบ่อยที่สุด ทำให้ใจสั่นและอาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้

 

หลักการวินิจฉัยโรคโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

     การวินิจฉัยภาวะใจเต้นผิดจังหวะทำได้ยาก เนื่องจากอาการหลากหลายและเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างกัน บางชนิดเกิดเพียงเสี้ยววินาทีหรือเป็นหลายชั่วโมง การวินิจฉัยที่ถูกต้องจำเป็นต้องจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในขณะที่มีอาการเท่านั้น

 

 

ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว

 

1.  คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

     EKG เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ใช้วินิจฉัยภาวะใจเต้นผิดจังหวะ โดยการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจและแสดงผลในรูปกราฟแบบ 12 ช่องสัญญาณ ซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำสูง การตรวจนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการขณะอยู่ในโรงพยาบาล

 

2.  Holter monitoring

     เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจต่อเนื่อง 24-48 ชั่วโมงเป็นแบบพกติดตัวได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการทุกวันหรือเกือบทุกวัน เครื่องนี้สามารถตรวจจับความผิดปกติแม้ในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการ

 

3.  Multiday Patch Holter

     อุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดแผ่นปิดบริเวณหัวใจเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่บ่อย โดยเครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ตรวจพบความผิดปกติได้ง่ายขึ้นและสะดวกกว่า เพราะไม่มีสายรุงรัง

 

4.  Event recorder/Loop recorder

     Event recorder/Loop recorder เป็นเครื่องบันทึกชนิดพกพาเสมือนอุปกรณ์ Smart Watch เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง เช่น เดือนละ 1-2 ครั้ง เมื่อมีอาการ ผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องนี้บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ทันที

 

5.  เครื่องบันทึกชนิดฝังใต้ผิวหนัง (ILR)

     ILR เป็นเครื่องบันทึกที่แพทย์ฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง แต่อาการรุนแรง เช่น หมดสติที่ไม่ทราบสาเหตุ เครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจเฉพาะเมื่อเกิดอาการ

 

6.  การตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจด้วยสายสวน (EP study)

     การตรวจชนิดนี้เริ่มด้วยการสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดดำเข้าสู่หัวใจ เพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจและกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติด้วยวิธีอื่น

 

 

ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว

 

วิธีรักษาโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

     ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายชนิดและสาเหตุ ทำให้การรักษาแตกต่างกันไป ดังนั้นการรักษาสามารถเริ่มตั้งแต่การปรับการใช้ชีวิต เช่น หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นหัวใจ การรักษาโรคที่เป็นตัวกระตุ้น หากยังมีอาการ การรักษาจะมุ่งแก้ไขการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะโดยตรง การรักษาหลัก ๆ ได้แก่

 

1.  เครื่องกระตุ้นหัวใจ

     เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ใช้สำหรับผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้ากว่าปกติหรือมีภาวะหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว แพทย์จะฝังเครื่องนี้ใต้ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า เมื่อหัวใจเต้นช้าลง เครื่องจะส่งพลังงานไฟฟ้าเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นหัวใจให้เต้นในจังหวะปกติ

 

2.  เครื่องกระตุกหัวใจ (AICD)

     เครื่องกระตุกหัวใจ (AICD) ใช้ในผู้ป่วยหัวใจเต้นเร็วรุนแรงที่อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น แพทย์จะฝังเครื่องนี้ไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า แต่เมื่อพบว่าใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เครื่องจะส่งพลังงานไฟฟ้าสูงเพื่อกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นปกติในเวลาไม่กี่วินาที

 

3.  การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (RFCA)

     แพทย์จะใช้สายสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดดำหรือแดงเพื่อหาจุดที่ใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากนั้นจึงจี้ทำลายด้วยคลื่นวิทยุที่เปลี่ยนเป็นความร้อนแล้ว เพื่อรักษาให้หายขาดจากโรค โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการทานยาตลอดชีวิต

 

 

 

 

4.  การจี้หัวใจด้วยความเย็น

     การจี้หัวใจด้วยความเย็น (Cryoablation) เป็นการจี้ทำลายวงจรหัวใจที่ผิดปกติด้วยพลังงานความเย็น โดยเฉพาะในผู้ป่วยหัวใจจังหวะเต้นพลิ้ว (AF) ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการจี้ด้วยความร้อน แต่มีข้อดีคือใช้เวลาน้อยกว่าและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้าง รวมถึงลดอาการเจ็บปวดระหว่างการรักษา นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาเลือกการจี้หัวใจด้วยสนามไฟฟ้า (PFA) ตามความเหมาะสม

 

 

หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการ

 

 

เช็กโรคแพนิคกับโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะเบื้องต้นด้วยตัวเอง

อาการใจสั่น เป็นอาการที่พบได้บ่อยและอาจเกิดจากหลายสาเหตุ โดย 2 สาเหตุหลักที่พบบ่อย คือ โรคแพนิค และโรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

 

วิธีสังเกตเบื้องต้นเพื่อแยกแยะทั้งสองโรค

  • โรคแพนิค มักเกิดจากความกลัวหรือความวิตกกังวล โดยจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจไม่อิ่ม มือสั่น เหงื่อออกมาก และมักมีชีพจรเต้นเร็วและสม่ำเสมอ
  • โรคหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ อาจมีอาการใจสั่น ใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เวียนหัว หน้ามืด หรือเจ็บหน้าอก

 

การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้อง

  • จำเป็นต้องได้คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะมีอาการเท่านั้น เพื่อช่วยแยกอาการใจสั่นว่าเป็นแพนิคหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยเครื่องมือชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะของอาการตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

 

ข้อควรจำ

  • การสังเกตอาการเบื้องต้น สามารถช่วยให้เราเข้าใจสาเหตุของอาการใจสั่นได้ในเบื้องต้น
  • การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • อย่าเพิ่งตื่นตระหนก หากมีอาการใจสั่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

 

 

สุดท้ายแล้วการแยกแยะระหว่างอาการใจสั่นที่เกิดจากโรคแพนิคและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำได้ยากสำหรับผู้ป่วยเอง การปรึกษาแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง