Messenger

ไวรัสฮันตา โรคระบาดที่มี “หนู” เป็นพาหะ

May 13 / 2026

ไวรัสฮันตา

 

 


     ในเดือนพฤษภาคม 2569 โลกกลับมาตื่นตัวกับ "ไวรัสฮันตา" อีกครั้ง หลังมีรายงานการแพร่ระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius กลางมหาสมุทรแอตแลนติก พบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่าไวรัสชนิดนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง แม้อัตราการพบจะต่ำแต่มี อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ในบางสายพันธุ์

 

โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา

     โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) เป็นโรคติดต่อจากกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae ซึ่งพบได้ในสัตว์ฟันแทะและสามารถติดสู่คนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะทาง ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ และอาจมีอาการทางเดินหายใจรุนแรง (ปอดบวมน้ำ) หรืออาการทางไตและระบบเลือดออกร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส

 

โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามภูมิภาค

  • HPS / HCPS (Hantavirus Pulmonary Syndrome): พบในทวีปอเมริกา โดยส่งผลต่อ "ระบบทางเดินหายใจ" ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หลังจากนั้นจะมีอาการหอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด และเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว กลุ่มอาการนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์
  • HFRS (Hemorrhagic Fever With Renal Syndrome): พบในยุโรปและเอเชีย โดยส่งผลต่อ "ไต" มีอาการไข้ มีจุดเลือดออกตามตัว และอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

 

 

ไวรัสฮันตา

 

 

ติดต่อผ่านทางไหน

มนุษย์สามารถรับเชื้อได้จากสัตว์ฟันแทะผ่านช่องทางดังนี้:
 

  • หายใจเอาละอองฝุ่นที่ปนเปื้อน ปัสสาวะ มูล หรือน้ำลาย ของหนูที่ติดเชื้อเข้าไป
  • สัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาแตะจมูก ปาก หรือดวงตา
  • สัมผัสเชื้อเข้าทางบาดแผล
  • ติดต่อผ่านน้ำลายโดยตรงจากหนู (พบได้น้อย)
  • สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แม้พบได้ยากมากและจำกัดเฉพาะสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้

 

ระยะฟักตัวและการวินิจฉัย

     โดยทั่วไปเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 8 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่มักแสดงอาการในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ อาการมักเริ่มแบบไม่เฉพาะเจาะจง คล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคระบบทางเดินหายใจอื่น แพทย์จึงต้องสังเกตและวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับโรค

 

อาการ

  • ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (โดยเฉพาะที่หลังและขา)
  • มีอาการทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

 

 

ไวรัสฮันตา

 

การรักษาและการป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะทาง ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์อย่างใกล้ชิด (Supportive Care) การลดโอกาสสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะจึงเป็นหลักการป้องกันที่ดีที่สุด

 

  • จัดการสุขอนามัย: เก็บอาหารให้มิดชิด จัดบ้านให้สะอาดเพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อ ไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนู
  • ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่น ในบริเวณที่มีมูลหนูเพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
  • ใช้สารฆ่าเชื้อ: ควรฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (สารฟอกขาวเจือจาง)ให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด

 

เพื่อหลบเลี่ยงทุกความเสี่ยงระหว่างเดินทาง

เพื่อให้การล่องเรือหรือการเดินทางอื่นนั้นราบรื่นที่สุด สิ่งสำคัญเพิ่มเติมที่แพทย์อยากแนะนำ มีดังนี้
 

  • หลีกเลี่ยงการพักแรมในพื้นที่ที่มีร่องรอยของหนู เช่น โรงนาหรือกระท่อมในป่าที่ปิดตายมานาน
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร
  • หากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือทำกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Ecotourism) และมีอาการไข้หรือหายใจลำบากภายใน 45 วัน หลังสิ้นสุดการเดินทาง ควรพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

ภาษาไทย

  • สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). องค์ความรู้ (Factsheet) เรื่อง โรคติดต่ออุบัติใหม่: โรคติดเชื้อไวรัสฮานตา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569, จาก https://www.pidst.or.th/userfiles/f1.pdf 
  • ไทยรัฐออนไลน์. (2569, 4 พฤษภาคม). ไวรัสฮันตา คืออะไร ทำไมคร่าชีวิตคนบนเรือสำราญกลางมหาสมุทร. สืบค้นเมื่อ พฤษภาคม 2569, จาก https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2930491

 

ภาษาอังกฤษ