
ในเดือนพฤษภาคม 2569 โลกกลับมาตื่นตัวกับ "ไวรัสฮันตา" อีกครั้ง หลังมีรายงานการแพร่ระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius กลางมหาสมุทรแอตแลนติก พบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่าไวรัสชนิดนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง แม้อัตราการพบจะต่ำแต่มี อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ในบางสายพันธุ์
โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา
โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) เป็นโรคติดต่อจากกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae ซึ่งพบได้ในสัตว์ฟันแทะและสามารถติดสู่คนจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะทาง ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ และอาจมีอาการทางเดินหายใจรุนแรง (ปอดบวมน้ำ) หรืออาการทางไตและระบบเลือดออกร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส
โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลักตามภูมิภาค
- HPS / HCPS (Hantavirus Pulmonary Syndrome): พบในทวีปอเมริกา โดยส่งผลต่อ "ระบบทางเดินหายใจ" ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หลังจากนั้นจะมีอาการหอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด และเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว กลุ่มอาการนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์
- HFRS (Hemorrhagic Fever With Renal Syndrome): พบในยุโรปและเอเชีย โดยส่งผลต่อ "ไต" มีอาการไข้ มีจุดเลือดออกตามตัว และอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

ติดต่อผ่านทางไหน
มนุษย์สามารถรับเชื้อได้จากสัตว์ฟันแทะผ่านช่องทางดังนี้:
- หายใจเอาละอองฝุ่นที่ปนเปื้อน ปัสสาวะ มูล หรือน้ำลาย ของหนูที่ติดเชื้อเข้าไป
- สัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาแตะจมูก ปาก หรือดวงตา
- สัมผัสเชื้อเข้าทางบาดแผล
- ติดต่อผ่านน้ำลายโดยตรงจากหนู (พบได้น้อย)
- สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แม้พบได้ยากมากและจำกัดเฉพาะสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้
ระยะฟักตัวและการวินิจฉัย
โดยทั่วไปเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 ถึง 8 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่มักแสดงอาการในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ อาการมักเริ่มแบบไม่เฉพาะเจาะจง คล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคระบบทางเดินหายใจอื่น แพทย์จึงต้องสังเกตและวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับโรค
อาการ
- ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (โดยเฉพาะที่หลังและขา)
- มีอาการทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

การรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะทาง ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์อย่างใกล้ชิด (Supportive Care) การลดโอกาสสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะจึงเป็นหลักการป้องกันที่ดีที่สุด
- จัดการสุขอนามัย: เก็บอาหารให้มิดชิด จัดบ้านให้สะอาดเพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อ ไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนู
- ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่น ในบริเวณที่มีมูลหนูเพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
- ใช้สารฆ่าเชื้อ: ควรฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (สารฟอกขาวเจือจาง)ให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
เพื่อหลบเลี่ยงทุกความเสี่ยงระหว่างเดินทาง
เพื่อให้การล่องเรือหรือการเดินทางอื่นนั้นราบรื่นที่สุด สิ่งสำคัญเพิ่มเติมที่แพทย์อยากแนะนำ มีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการพักแรมในพื้นที่ที่มีร่องรอยของหนู เช่น โรงนาหรือกระท่อมในป่าที่ปิดตายมานาน
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร
- หากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือทำกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Ecotourism) และมีอาการไข้หรือหายใจลำบากภายใน 45 วัน หลังสิ้นสุดการเดินทาง ควรพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ