
ติ่งเนื้อในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะในลำไส้ใหญ่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในคนไทย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที โรงพยาบาลรามคำแหงจึงอยากให้ทุกคนได้รู้จักเทคโนโลยี ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) หรือการส่องกล้องตัดเลาะใต้ชั้นเยื่อบุผิว เพื่อปิดโอกาสนี้ไว้ ไม่ให้กลายเป็นเนื้อร้ายและเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคต
เทคโนโลยีที่ช่วยกำจัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่และมะเร็งระยะเริ่มต้นได้แบบไร้แผลเปิดหน้าท้อง เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็ว
เทคนิค ESD
ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) เป็นเทคโนโลยีการรักษาด้วยการกำจัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่และมะเร็งระยะเริ่มต้นได้แบบไร้แผลเปิดหน้าท้อง เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แพทย์จะเริ่มสอดท่อบางซึ่งมีกล้องความละเอียดสูงติดอยู่ปลายท่อเข้าทางช่องปากหรือทวารหนัก เพื่อตัดติ่งเนื้อหรือมะเร็งระยะเริ่มต้นออกจากผนังทางเดินอาหารได้ตรงจุด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
เทคนิคนี้สามารถใช้ในการรักษาความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น
- หลอดอาหาร
- กระเพาะอาหาร
- ลำไส้เล็ก
- ลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
ข้อดีของการรักษาด้วยเทคนิค ESD
แพทย์จึงแนะนำวิธี ESD แทนการผ่าตัดแบบเดิม
- ไร้แผลผ่าตัดหน้าท้อง: เนื่องจากเป็นการทำผ่านกล้องส่องทางเดินอาหาร โดยเข้าทางช่องทางธรรมชาติ เช่น ปาก ทวารหนัก ทำให้ไม่มีรอยแผลภายนอกร่างกาย ลดอาการเจ็บแผล และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดใหญ่
- ตัดชิ้นเนื้อได้สมบูรณ์ในครั้งเดียว (En Bloc Resection): สามารถตัดรอยโรคขนาดใหญ่ออกมาเป็นชิ้นเดียวได้ทั้งหมด โดยช่วยให้แพทย์สามารถส่งตรวจพยาธิวิทยาเพื่อดูขอบชิ้นเนื้อได้อย่างชัดเจนและละเอียด ช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการรักษาที่แม่นยำในอนาคต
- รักษาอวัยวะเดิมไว้ได้: ไม่ต้องสูญเสียหรือตัดอวัยวะบางส่วน เช่น ลำไส้ หรือกระเพาะอาหารออกไป ทำให้ผู้ป่วยยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังการรักษา
- ฟื้นตัวเร็วมาก: ผู้ป่วยส่วนใหญ่พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1–3 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ภายในไม่กี่วัน

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธี ESD?
แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยเทคนิค ESD ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ ดังนี้
- มีติ่งเนื้อขนาดใหญ่ ที่มีขนาดตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือทั่วไป เช่น ปากคีบ ห่วงขดลวด ตัดออกให้หมดในชิ้นเดียวได้
- ติ่งเนื้อแบบแบนหรือแบบกระจายตัว (LST - Laterally Spreading Tumor)
- ตรวจพบเซลล์ที่มีความผิดปกติ (Dysplasia)
- มะเร็งระบบทางเดินอาหารระยะเริ่มต้น ที่ยังไม่มีการลุกลามลึก
- ก้อนเนื้องอกใต้เยื่อบุบางชนิด (Subepithelial Tumors)
ขั้นตอนการรักษาด้วยเทคนิค ESD
การทำ ESD จะอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ
เพื่อความปลอดภัยและสบายตัวที่สุดของผู้ป่วย โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- การเตรียมตัว: ผู้ป่วยจะเตรียมตัวเช่นเดียวกับการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารปกติ
- การระงับความรู้สึก: ผู้ป่วยจะได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อให้นอนหลับสบายตลอดกระบวนการ
- การประเมินรอยโรค: แพทย์สอดกล้องความละเอียดสูงเพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด และขอบเขตของรอยโรคอย่างละเอียด
- ทำเครื่องหมายและยกชิ้นเนื้อ: แพทย์จะทำเครื่องหมายขอบเขตรอบรอยโรค จากนั้นจะฉีดสารพิเศษเข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุผิวเพื่อยกรอยโรคให้ลอยเด่นขึ้นมาแยกจากชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกกว่า
- ตัดเลาะรอยโรค: แพทย์ใช้เครื่องมือพิเศษค่อย ๆ ตัดแยกและเลาะชั้นเนื้อเยื่อเพื่อเอาติ่งเนื้อหรือรอยโรคนั้นหลุดออกมาเป็นชิ้นเดียวทั้งหมดอย่างแม่นยำ
- ตรวจสอบแผลและปิดแผล: ทำการห้ามเลือดและปิดแผลเล็ก ๆ ภายในทางเดินอาหาร (ถ้าจำเป็น) โดยอวัยวะและระบบทางเดินอาหารจะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์โดยไม่มีแผลภายนอกเลย
ข้อควรระวังและการดูแลตัวเองหลังทำ ESD
แม้ว่าการรักษาชนิดนี้จะมีความปลอดภัยสูง แต่เนื่องจากแผลอยู่ภายในผนังลำไส้ที่มีความหนาเพียง 2–3
มิลลิเมตร การรักษาจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะตัว ความละเอียด และประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง
เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เลือดออก หรือลำไส้ทะลุ
การปฏิบัติตัวหลังรักษา
- นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1–3 วัน
- รับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด ประมาณ 1–2 สัปดาห์ เพื่อให้แผลภายในสมานตัวได้ดี
- หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักหรืองดยกของหนักในช่วงแรก
- มาพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอตามนัด
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที หากหลังทำหัตถการแล้วมีอาการ ปวดท้องรุนแรง มีไข้ หรืออาเจียนเป็นเลือด ควรรีบกลับมาโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด